วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

ชุดเดรสคอเต่า

ชุดเดรสคอเต่า อีกหนึ่งเทรนด์แฟชั่นที่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) นำมาแนะนำกันในวันนี้ค่ะ สำหรับ ชุดเดรสคอเต่า เทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าสไตล์สุดคลูที่จะมาเรียกความอินเทรน์ในตัวของคุณสาวๆ สุดชิคให้กลับมาตื่นตัวอีกครั้ง ด้วยสไตล์ที่เอ็กคลูซิพของ แบบชุดเดรสคอเต่า คืออีกหนึ่งความอินเทรนด์ที่กำลังมาแรงมากๆ แรงจนฉุดไม่อยู่เลยก็ว่าได้ ทำให้ความฮอตที่ต้องบอกต่อของ แบบชุดเดรสคอเต่า นี้ไปถูกใจกลุ่มสาวๆ สุดคลูเข้าให้จนได้รับการันตีความชิคไปเป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าดีไซต์ของ ชุดเดรสคอเต่า อาจจะดูเป็นสีพื้นๆ แต่ด้วยเหตุว่า ชุดเดรสคอเต่า เป็นรูปแบบของชุดเดรสรัดรูปทำให้ ชุดเดรสคอเต่า นี้มีสไตล์ความเซ็กซี่ในแบบของสาวสมัยใหม่ ใส่แล้วจะทำให้คุณกลายเป็นสาวเซ็กซี่เกิร์ลสุดไฮโซไปในทันที สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น อยากรู้ว่า ชุดเดรสคอเต่า นี้จะการันตีความชิคของคุณได้แค่ไหนรีบๆ ไปคว้ามาไว้ใส่กันดู คุณจะได้รู้ว่าคุณก็เป็นเซ็กซี่เกิร์ลสุดไฮโซได้ไม่ยากค่ะ นั้นมาอัพเดทชุดเดรสคอเต่าไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

รูปภาพ ชุดเดรสคอเต่า





ไม่ต้องอธิบายถึงความชิคของชุดเดรสคอเต่าให้เหนื่อยเลยนะค่ะ เพราะเพียงจากแค่สายตาคุณก็วัดได้แล้วว่าชุดเดรสคอเต่าใช่สำหรับสาวๆ ยุคใหม่อย่างคุณขนาดไหน แต่ถ้าจะย้ำความแรงของตัวเองคุณต้องไปหาซื้อชุดเดรสคอเต่านี้ มาไว้ใส่กันนะค่ะ จะได้รู้ว่าชิคสุดตัวเป็นแบบไหนไหน แล้วครั้งหน้า จะมาเปลี่ยนสไตล์ในลุกค์ไหนของคุณในแบบใด ต้องรอมาอัพเดทกันด้วยนะค่ะ รับรองว่าคุณจะกลายเป็นสาวๆ สุดอินเทรนด์แบบไม่มีทางเอ้าท์อย่างแน่นอนค่ะ ที่นี่ค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ แฟชั่น จาก  n3k.in.th
ขอขอบคุณรูปภาพเสื้อผ้าแฟชั่น จาก qng

กระเป๋าเป้แฟชั่นเกาหลี

เป็นอีกหนึงความชิคสุดคลูที่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) นำมาฝากไม่ว่าใครก็ไม่ควรพลาดจริงๆ สำหรับกระเป๋าเป้แฟชั่นเกาหลีใบ นี้ สำหรับ แบบกระเป๋าเป้แฟชั่นเกาหลี ต้องบอกได้ว่าเป็นสไตล์ที่มารับกับกระแสเกาหลีฟีเวอร์จริงๆ อีกทั้งดีไซต์ของ แบบกระเป๋าเป้แฟชั่นเกาหลี ก็ดูน่ารักๆ ไฮเปอร์มากๆ เหมาะสำหรับสาวๆ วัยใสอย่างคุณจริงๆ ค่ะ และที่สำคัญไปกว่านั้น กระเป๋าเป้แฟชั่นเกาหลี นี้กำลังเป็นเทรนด์แฟชั่นที่กำลังได้รับความนิยมจากสาวๆ วัยทีนจำนวนมาก แล้วสาวๆ สุดชิคอย่างคุณจะไม่มีส่วนร่วมได้อย่่างไรจิงมั้ยค่ะ เอาเป็นว่าใครที่กำลังมองหากระเป๋าแฟชั่นเก๋ๆ วันนี้เรา เชื่อว่า กระเป๋าเป้แฟชั่นเกาหลี จะเป็นตัวเลือกที่พิเศษสำหรับคุณแน่นอนค่ะ

รูปภาพ กระเป๋าเป้แฟชั่นเกาหลี







เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะกับความชิคสุดไฮเปอร์ในสไตล์ของกระเป๋าเป้แฟชั่นที่เรานำมาฝาก ก็น่าหล่ะนะไม่ว่าจะเป็นสไตล์ที่น่ารักแบบใสๆ ดีไซต์สุดเดิร์นที่ออกแบบมาให้รับกับกระแสได้อย่างพอดิบพอดี และยังเป็นเทรนด์แฟชั่นกระเป๋าเป้แฟชั่นเกาหลีที่ มาแรงมากๆ ในตอนนี้อีกด้วย แล้วจะมีสาวๆ คนไหนกล้าปล่อยไปจริงไหมหล่ะค่ะ อ้อ แต่ยังงัยก็อย่างมัวชื่นชมกระเป๋าเป้แฟชั่นเกาหลีกันจนลืมนัดในครั้งต่อไปด้วยนะค่ะว่า เราจะมาอัพเดทความเป็นตัวคุณในสไตล์ไหนอีก ยังงัยก็ห้ามพลาดนะค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ แฟชั่น จาก  n3k.in.th
ขอขอบคุณรูปภาพกระเป๋าแฟชั่น จาก qng

กระเป๋าเป้หนังแฟชั่น

กระเป๋าเป้หนังแฟชั่น เป็นอีกหนึ่งเทรนด์แฟชั่นในสไตล์ๆ สุดเดิร์นๆ ที่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) นำมาแนะนำกันค่ะ หลายๆ คนอาจจะมองว่า แบบกระเป๋าเป้หนังแฟชั่น นี้ดูธรรมดาๆ แต่ต้องบอกเลยว่า แบบกระเป๋าเป้หนังแฟชั่น เป็นเทรนด์แฟชั่นในสไตล์เกาหลีที่กำลังได้รับความนิยมจากบ้านเราเป็นอย่าง ยิ่ง กระเป๋าเป้หนังแฟชั่น เป็นดีไซต์เท่ห์ๆ ในแบบน่ารักๆ และที่สำคัญไปกว่านั้นนะค่ะ กระเป๋าเป้หนังแฟชั่น นี้กำลังเป็นเทรนด์แฟชั่นที่มาแรงมากๆ ในตอนนี้ไม่งั้นเราไม่นำมาแนะนำหรอกค่ะ เอาเป็นว่า กระเป๋าเป้หนังแฟชั่น เป็นอีกหนึ่งเทรนด์แฟชั่นสุดชิคที่คุณสาวๆ สุดแนวทั้งหลายไม่ควรมองข้ามเลยนะค่ะ เชื่อว่า กระเป๋าเป้หนังแฟชั่น จะเป็นความอินเทรนด์สุดชิคในสไตล์ที่เป็นคุณอย่างแน่นอนค่ะ

รูปภาพ กระเป๋าเป้หนังแฟชั่น






เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะสำหรับกระเป๋าเป้หนังแฟชั่นที่เรานำมาอัพเดทกันในวันนี้ ถูกอกถูกใจกันบ้างไหมหล่ะค่ะ กระเป๋าเป้หนังแฟชั่นนี้ เป็นเทรนด์แฟชั่นที่สาวๆ ทั้งบ้านทั้งเมืองยกให้เป็นความอินเทรนด์ในตอนนี้ไปแล้ว สาวๆ สุดชิคทั้งหลาย มั่นในว่าความชิคในตัวคุณจะเป็นเครื่องหมายความอินเทรนด์ที่จะไม่ทำให้คุณ พลาดกระเป๋าเป้หนังแฟชั่นใบนี้นะค่ะ แล้วในครั้งต่อไปเราจะนำเอาความอินเทรนด์ในสไตล์ไหนมาอัพเดทกันอีก ยังงัยก็ต้องรอติดตามกันด้วยนะค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ แฟชั่น จาก  n3k.in.th
ขอขอบคุณรูปภาพกระเป๋าแฟชั่น จาก qng

กระเป๋าสตางค์สะพาย

กระเป๋าสตางค์สะพาย เทรด์แฟชั่นในสไตล์น่ารักๆ ที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมจากสาวๆ ทั้งหลายเป็นอย่างมาก วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) เลยอยากของแนะนำ กระเป๋าสตางค์สะพาย ให้กับคุณผู้หญิงผู้รักเทรนด์แฟชั่นกระเป๋าสตางค์แบบสะพายค่ะ สำหรับ แบบกระเป๋าสตางค์สะพาย ที่จะแนะนำกันในวันนี้นั้นมีสไตล์ที่ดูน่ารักๆ สีสันสดใส เหมาะสำหรับสาวๆ รุ่นใหม่อย่างคุณเป็นที่สุด แบบกระเป๋าสตางค์สะพาย นี้กลายเป็นความต้องการที่เชื่อว่าแม้กระทั้งคุณก็สนใจ แล้วสาวๆ สุดชิคทั้งหลายยังจะกล้าพลาดอยู่อีกหรอค่ะ เอาเป็นว่าสาวๆ สุดชิคคนไหนที่ชอบในสไตล์ของ กระเป๋าสตางค์สะพาย นี้ก็ต้องรีบๆ ไปหาซื้อมาไว้ใช้กันนะค่ะ รับรองว่าคุณจะกลายเป็นสาวๆ สุดชิคได้ไม่อยากค่ะ นั้นมาชม กระเป๋าสตางค์สะพาย ไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

รูปภาพ กระเป๋าสตางค์สะพาย

 




เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะสำหรับกระเป๋าแฟชั่นที่นำมาอัพเดทกันในวันนี้ คงจะถูกอกถูกใจเป็นอย่างมากเลยใช่ไหมหล่ะค่ะ หวังว่า กระเป๋าสตางค์สะพายนี้จะเป็นเทรนด์แฟชั่นสุดชิคสำหรับสาวๆ ที่กำลังมองหากระเป๋าสตางค์สะพายแบบ เก๋ๆ นะค่ะ แล้วในครั้งต่อไป จะนำเอาความอินเทรนด์ในแบบไหนสไตล์ใด ยังงัยก็ต้องรออัพเดทกันนค่ะ รับรับประกันว่าทุกเทรนด์แฟชั่นที่เรา นำมาบอก คือทุกความชิคที่อยู่ในกระแสเทรนด์แฟชั่นความแรง รับรองว่าคุณสาวๆ ไม่มีทางเอ้าท์ได้อย่างแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ แฟชั่น จาก  n3k.in.th
ขอขอบคุณรูปภาพกระเป๋าแฟชั่น จาก qng

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

5 วิธีลดน้ำหนัก กินมื้อเย็น แต่หุ่นเป๊ะเวอร์!




มื้อเย็นเป็นมื้อที่สาวๆ กลัวอ้วนกันที่สุด มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า “เช้าทานอย่างราชา กลางวันทานอย่างคนธรรมดา เย็นทานอย่างยาจก” นั่นก็เพราะว่าเราต้องให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้ามากเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเย็นนั้นควรรับประทานแต่พอดีไม่หนักมากนัก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนแล้วนั่นเอง เรามาทำความเข้าใจถึงความจำเป็นของอาหารเย็นต่อร่างกายว่ามีมากน้อยเพียงใด และหลักที่ถูกต้องในการทานอาหารเย็นว่าเราจะทานอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีไป นานๆ


1. ไม่ควรงดอาหารมื้อเย็น

          สาวๆ หลายชอบ วิธีลดน้ำหนัก ด้วยการงดอาหารเย็น ซึ่งไม่ควรค่ะ นอกจากจะหิวแล้ว ยังไม่ทำให้น้ำหนักลดเท่าไร เนื่องจากเมื่อถึงเวลาอาหาร โดยปกติร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเพื่อทำการย่อยอาหาร ดังนั้น เมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำย่อยก็จะมาย่อยกระเพาะแทน เราจึงควรลดมากกว่างด

          เลือกทานอาหารเบา ๆ หรืออาหารที่ให้พลังงานน้อยที่สุด อย่างเช่น เน้นผักและผลไม้ ส่วนเนื้อสัตว์ติดไขมัน ของมันๆ ทอดๆ ควรงดจะดีกว่านะคะและเวลาที่ควรทานคือหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ไม่ควรทานดึกกว่านี้

2. หลังทานอาหารเย็นไม่ควรออกกำลังกายต่อทันที

          บางท่านกลัวอ้วน หลังทานอาหารเย็นจึงออกกำลังกายทันที ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ควรนัก ถ้าเราทานอาหารภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง แล้วไปออกกำลังกายทันที อาจทำให้เราเกิดอาการจุกได้ ถ้าเป็นไปได้ควรเดินเรื่อย ๆ ไม่ต้องเร่ง เพราะเวลาเราเดินลำไส้จะมีการขยับตัว อาหารก็จะย่อยง่ายและยังเป็นการใช้พลังงานไปในตัวอีกด้วย เป็นแนวทางที่ดีในการปฏิบัติจะได้ไม่อ้วนนะคะ

          ส่วนสาวๆ ที่ต้องการออกกำลังกายหลังเลิกงาน เข้าฟิตเนส จะมีหลักการทานมื้อเย็นอย่างไร ความจริงแล้วถ้าคิดจะออกกำลังกายในช่วงเย็น พอเลิกงานควรทานอาหารเบาๆ อาหารที่ย่อยง่าย เคี้ยวให้ละเอียด เว้นประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก่อนการออกกำลังกาย งดอาหารย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด อาหารที่มีกะทิเหล่านี้จะย่อยยาก

3. หลังอาหารเย็นไม่ควรอาบน้ำในทันที

          เพราะเมื่อเราทานอาหาร ขณะที่อาหารกำลังย่อย กระเพาะต้องทำงาน เลือดต้องถูกไปหล่อเลี้ยงกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ถ้าเราไปอาบน้ำทันทีหลังอาหาร ซึ่งโดยปกติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น เมื่อร่างกายโดนน้ำเย็น ๆ ก็จะทำให้เลือดจำเป็นต้องมาที่บริเวณผิวหนัง เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ดังนั้นแล้วเลือดจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องถูกแบ่งมาที่ผิวหนังก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้เลือดส่งไปที่กระเพาะได้น้อย

          สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบการย่อยทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ท้องจะอืด แน่นท้อง จุก จึงควรเว้นอย่างน้อยที่สุด 30 นาที และทางที่ดีที่สุดต้องประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับอาหารที่ย่อยง่าย และ 2 ชั่วโมง ถ้าเรารับประทานอาหารที่ย่อยยาก

4. หากสาวๆ ต้องการลดความอ้วนด้วยให้ทานผักหรือผลไม้ในมื้อเย็น
 
          ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มื้อเย็นอาจทานเป็นผักผลไม้ และจะต้องไม่เลือกผลไม้ที่เป็นกรด เพราะขณะท้องว่างร่างกายจะมีกรดมากอยู่แล้ว และเลี่ยงการทานผักหรือผลไม้ดิบขณะท้องว่าง เพราะจะทำให้ท้องอืดได้ แนะนำว่าให้ทานผักสุก เช่น การลวก การต้ม แกงจืด หรือยำที่รสชาติไม่จัดมาก เช่น ยำแตงกวา ยำวุ้นเส้น ที่ไม่เผ็ดหรือเปรี้ยวเกินไป

5. อาหารมื้อเย็นที่ควรหลีกเลี่ยง

          อาหารที่ย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ถ้าต้องทานควรทานในปริมาณเล็กน้อย และไม่ควรทานอาหารที่เป็นกรดมาก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนหลอดอาหารได้

          สำหรับวัยผู้ใหญ่ แนะนำว่าอาหารมื้อเย็นควรเป็นอาหารย่อยง่าย มีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตบ้าง แต่ไม่ต้องมาก เช่น ข้าว ข้าวซ้อมมือ (จะทำให้อยู่ท้องกว่า) ผักลวก ผักต้ม และต้องคำนึงถึงสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ

          อย่าคิดว่าอาหารมื้อเย็นไม่สำคัญนะคะ ควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับการเลือกทานมื้อเย็นให้มาก แต่ต้องทานแค่พอเหมาะไม่ทานจุเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแล้วยังมีอีกหลายโรคตามมาจากการทานอาหารมื้อเย็นที่ ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ นอกจากนี้แล้วยังส่งผลถึงคุณภาพการนอนอีกด้วย

          สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าตอนกลางคืนเราแทบจะไม่ได้ใช้พลังงานเลย อดก็เป็นโรค ทานมากเกินไปก็เป็นโรค ควรทานให้พอเหมาะพอดีนะคะ ดังคำกล่าวที่ว่า “อโรคยา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก e-magazine.info

กินไอศครีมกันไหม?? แคมเปญรณรงค์ ลดความอ้วน ในเด็ก



โฆษณารณรงค์ของกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส ภายใต้ชื่อ “Obesity starts from childhood” ให้เด็กๆ กินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อลดปัญหาที่เด็กๆมีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วนกันเยอะ ใช้ภาพโฆษณา รูปไอศครีมซอฟท์ครีมบนโคนเวเฟอร์ที่ดูน่ากิน แต่พอมองอีกที มันคือพุงย้อยๆ บนโคนไอศครีมต่างหาก เห็นแบบนี้แล้ว อย่าว่าแต่เด็กเลย สาวๆ ที่รักไอศครีมอย่างเรา ก็ขยาดเหมือนกัน

Created by David Lesage

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก mthai.com

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

มะนาว สุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนัก เปรี้ยวๆ แบบมีประโยชน์

มะนาว ถูกกล่าวขานว่ามีสรรพคุณในการลดความอ้วนได้อย่างดีที่สุด หากคุณทำตามกฎหลักทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะน้ำหนักลดลงได้ดั่งใจปรารถนา



1. ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุก ๆ เช้า เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ได้ แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมาก ๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น

2. รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ชนิด เพราะผักและผลไม้ทุกประเภท จะมีปริมาณแคลอรีที่น้อยมาก แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารอาหารที่ครบครัน จะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสงบลง


3. ปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด โดย การบีบน้ำมะนาวลงไปในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือผสมเปลือกมะนาวลงไปในซุปหรือสลัด และบีบมะนาวเพียงเล็กน้อยโปรยลงบนเนื้อปลา และเนื้อไก่ก่อนรับประทาน แล้วจะรู้ว่ามะนาวคือเส้นใยที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมะนาวจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย

นอกจากนี้ คาร์โบไฮเดรตที่พบในผิวเปลือกของมะนาว จะสามารถกำจัดความอยากกินให้ลดลงได้ถึง 4ชั่วโมง เปลือกมะนาวเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณกินมัน คุณจะรู้สึกอิ่มไปอีกนานเลยทีเดียว

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก  ส.ส.ส

ลดน้ำหนักกับนิสัยแบบเกาหลี

ลดความอ้วนกันง่ายๆ ด้วยเทคนิคและการกินอาหารแบบสาวเกาหลี อาหารเกาหลีนั้นมีสารอาหารที่สมดุล ทำให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้ง่ายและปริมาณคอเลสเตอรอลก็จำกัด โดยทั่วไปนั้น การกินแบบเกาหลีจะประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต "ดี" จากผักและข้าว 70% โปรตีน 14-17% และมีไขมันประมาณ 13% เมื่อเปรียบเทียบกับการกินของฝั่งตะวันตกซึ่งมักจะมีไขมันถึง 30-40% และน้ำตาลอีก 15%




1. กินผักให้เรียบ อาหารเกาหลี อย่างเช่น Bibimbap (ข้าวยำเกาหลี) และ Onmyeon (ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ) มีผักสีสันต่างๆ มากมาย ทั้งผักป่าและผักสวนครัว และแม้ว่าคุณจะสั่ง Bulgogi (เนื้อวัวหมักย่าง) ก็มักจะมีผักเป็นเครื่องเคียง (โดยที่ไม่ต้องขอ) การกินผักเยอะๆ จะทำให้ท้องเราเต็มไปด้วยใยอาหาร และสารอาหารแคลอรีต่ำจนไม่เหลือที่ในกระเพาะอาหารไว้สำหรับอาหารขยะ

2. ปรุงด้วยรสจัด อาหารเกาหลีมีชื่อเสียงเรื่องรสชาติจัดจ้าน เครืื่องเทศหรือพริกต่างๆ มักจะถูกนำมาใช้ในอาหารเกาหลีเพื่อเพิ่มรสชาติและคุณค่าอาหาร แล้วยังช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักเนื่องจากการเติมเครื่องเทศรสจัดจ้านลงไปจะ ช่วยเร่งอัตราเผาผลาญพลังงานอีกด้วย

3. อย่าลืมกิมจิ กิมจิอาจจะเป็นอาหารที่โดดเด่นที่สุดของเกาหลี โดยทั่วไปมักทำมาจากกะหล่ำปลีดองหรือกะหล่ำปลีสด แล้วนำมาปรุงรสกับขิง พริกผง และกระเทียม ถึงแม้ว่าจะมีหลากหลายสูตรมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือมันจะถูกนำมากินคู่กันทุกๆ มื้อ นอกจากนี้ ยังเชื่อว่ากิมจิมีสารอาหารสูงมากและดีต่อระบบย่อยอาหาร ดังนั้น การกินกิมจิจะช่วยให้ขับง่ายถ่ายคล่องด้วยเช่นกัน

4. ลองโสมเกาหลีดูสิ เป็นเวลาหลานศตวรรษมาแล้วที่เกาหลีอ้างว่ารากโสมมีสรรพคุณมากมาย รวมถึงช่วยในการลดน้ำหนัก อันที่จริงแล้ว Seoul Department of Internal Medicine เปิดเผยว่าโสมเกาหลีอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งนี่อาจจะช่วยควบคุมความอยากน้ำตาลได้ด้วย หากใครไม่อยากดื่มชาโสม ก็น่าจะลองซุปไก่ใส่โสมตามแบบเกาหลีดู บางทีอาจลดน้ำหนักได้เร็วกว่าที่คิดนะคะ

5. กินช้าๆ ปกติแล้้วการกินอาหารเกาหลี สำรับมักจะมาเป็นวงมากกว่าเป็นสำรับของแต่ละคน และการกินอาหารกับคนหมู่มากก็ทำให้เรากินช้าลง สมองก็จะมีเวลาสั่งการว่าอิ่มแล้วนะ เราจึงกินน้อยลง

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก  ลิซ่ากูรู

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

คืนความชุ่มชื่นให้ผิว...ด้วยแอปเปิ้ล

ผิวพรรณของคนเราเป็นสิ่งที่ได้รับการดูแลมากที่สุด โดยเฉพาะคุณผู้หญิงเลยค่ะ เพราะแบบอะไรที่เป็นเคล็ดลับบำรุงผิว เคล็ดลับเพื่อการมีผิวที่สวยใส ผิวเนียนนุ่น ผิวชุ่มชื่น แม่เจ้าเหล่านางทั้งหลายจะรีบวิ่งใส่เลยจร้า แล้วอย่างเราเห็นนั้นก็คือเหล่านางนั้นจะพบวิธีที่แบบยากเว่อร์ๆ และแถมยังสิ้นเปลืองอีกด้วย ถ้าให้เคล็ดลับเหล่านั้นมาเป็นตัวช่วยผิวทุกวันถ้าไม่รวยเวินเว่อร์ทำไม่ได้ หรอกนะจ๊ะขอบอก เอาแล้วถ้าพูดแบบนี้สาวๆ ที่แบบทุนทรัพย์ไมถึงนี่ก็คงหมดโอกาศที่จะมีผิวสวยเลยใช่ไหมหล่ะค่ะ โอ้โห! แบบนี้ก็แลดูจะไม่มีความยุติธรรมไปหน่อยมั้ยเอ่ย ถ้าผิวไม่ได้รับการดูแล ผิวแห้งกร้านขาดความชุ่มชื่น โอ้ยกลายเป็นปมของสาวไปเลยหล่ะทีนี้ เอาแล้วถ้าเป็นแบบนี้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเลยนะจ๊ะที่เดือนร้อนอะ บ่องตงเบย แต่อย่าได้กังวลไปเลยค่ะเพราะว่าวันนี้ทาง N3K นั้นได้มีเคล็ดลับ คืนความชุ่มชื่นให้ผิว...ด้วยแอปเปิ้ล มาฝากกันด้วยค่ะ แอปเปิ้ลที่ว่าไม่ได้แบบวิเศษหรือเลอเลิศอะไรเล๊ยยย ก็เป็นแอปเปิ้ลที่ทานกันเป็นประจำนั้นแหละค่ะ โดยเฉพาะคนที่ชอบทานแอปเปิ้ลคุณมาถูกทางแล้วค่ะ อิอิ แต่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับการทานมั้ย งั้นเอาเป็นว่าตอนนี้ใครที่อยาก คืนความชุ่มชื่นให้ผิว เราไปทำตามเคล็ดลับ คืนความชุ่มชื่นให้ผิว...ด้วยแอปเปิ้ล กันเลยจร้า




 เคล็ดลับ คืนความชุ่มชื่นให้ผิว  

วิธีทำ คือ นำแอปเปิ้ลมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกแอปเปิ้ลออก แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ พอประมาณ แล้วนำ ไปปั่นในเครื่องปั่นพร้อมผสมนมสดแช่เย็นลงไปเล็กน้อย ปั่นส่วนผสมทั้งหมดจนเข้ากัน แล้วนำส่วนผสมนี้มาพอกหน้าแล้วนวดคลึงเพียงเบา ๆ ประมาณ 20 นาที หลังจากนั้นจึงใช้นมสดเย็นๆ ล้างผิวหน้า และตามด้วยการล้างหน้าตามปกติ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

"ปัญหาข้อศอกดำ" แก้ได้ง่ายๆ

ถ้าพูดไปแล้วปัญหาที่แบบว่าคอยจะเป็นจุดด้อยบนจุดเด่นบนผิวพรรรณของเรา นั่นก็คือ ปัญหาข้อศอกดำ นี้แหละ จากที่ดูๆ แล้วถึงแม้ข้อศอกของเรานั้นจะไม่ได้ถูกใช้งานบ่อยเท่าไหร่ แต่เมื่อถึงเวลาที่ข้อศอกต้องทำงาน จะเป็นการทำงานที่หนักมากๆ แล้วตรงช่วงข้อศอกกับกระดูกเน้นๆ จร้า หลายคนมากๆ โดยเฉพาะสาวๆ นะ โอโห้วผิวพรรณดีเว่อร์ๆ ขาว เนียน วิ้งๆ มาแต่ไกลเลย แต่ศอกนางทั้งดำทั้งด้าน เอิ่มม...แบบนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าจุดด้อยบนจุดเด่นอะ โอ้โห้วมันข้อศอกด้อยอยู่ดีๆ มองไปไปเจอข้อศอกดำความเด่นของผิวหายหมดเลยจร้า อีกทั้งวิธีแก้ ปัญหาข้อศอกดำ นี้ก็หายากมากๆ หายากไม่พอยังยุ่งยากอีกด้วย พอจะมีไหมค่ะกับวิธี ปัญหาข้อศอกดำ ในแบบง่ายๆ มีมั้ยมีม๊ายย.... มีจร้ามี มีแน่นอนเพราะว่าวันนี้ทาง N3K ได้มีเคล็ดลับเกี่ยวกับ "ปัญหาข้อศอกดำ" แก้ได้ง่ายๆ มาแนะนำกันค่ะ ต่อไปนี้นะ ปัญหาข้อศอกดำ ก็จะไม่มีทางมากวนใจสาวๆ ได้อีกแน่นอนเลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นแล้วเราก็อย่ามัวรอช้ากันเลยดีกว่านะค่ะเพราะว่าเคล็ดลับ วิธีแก้ ปัญหาข้อศอกดำ ที่เรานำมาฝากนี้จะง่ายและใช่วิธีที่สาวๆ ตามหามั้ย



เคล็ดลับวิธีแก้ ปัญหาข้อศอกดำ

วิธีแก้ข้อศอกดำ คือ ก่อนอาบน้ำควรผสมน้ำอุ่นกับสบู่ แช่ศอกไว้วันละประมาณ 10 นาที จะแช่ในกะละมังหรืออ่างล้างหน้าก็ได้ หากวันไหนว่างๆ และพอมีเวลาอยู่กับบ้าน ก็ลองนำดินสอพองมาพอกที่ผิวหนังบริเวณข้อศอกทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ผิวบริเวณนั้นจะนุ่มนวลขึ้น และก่อนเข้านอนก็ใช้โลชั่นหรือครีมบำรุงผิวทาด้วย หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ อย่าเอาข้อศอกไปเท้ากับโต๊ะ เพราะจะยิ่งทำให้ข้อศอกดำและด้านได้ง่าย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

เคล็ดลับการล้างหน้าให้ "หน้าสวยกระจ่างใส"

ผิวหน้าที่สวยกระจ่างใสนั้นเป็นอีกหนึ่งในความใฝ่ฝันของผู้หญิงทั่วโลกเลยก็ ว่าได้ แต่ก็ไม่ได้มีมากนักหรอกนะค่ะที่สาวๆ นั้นจะมีผิวหน้าสวยกระจ่างใสได้อย่างที่เรารู้ๆ กันดีว่าผิวหน้าเป็นจุดแรกที่สายตาจะมองเห็น แต่ถ้าผิวหน้าของคุณนั้นหมองคล้ำสาวๆ จะรู้สึกยังงัยหล่ะค่ะ ไม่สูญเสียความมั่นใจหรอค่ะ แต่ถ้าเกิดว่าสาวๆ คนไหนที่อยากจะมีผิวหน้าที่สวยกระจ่างใสแต่ไม่ต้องการความยุ่งยากและวุ่นวาย วันนี้เราก็เลยได้นำเอาเคล็ดลับการล้างหน้าให้ "หน้าสวยกระจ่างใส" มาฝากสาวๆ กันค่ะ ก็รู้อยู่แล้วว่า เคล็ดลับการล้างหน้าให้ "หน้าสวยกระจ่างใส" นั้นมีเยอะจริงไรจริง แต่วันนี้เราคัดสรรค์เอาแค่ 1 เคล็ดลับง่ายๆ มาให้สาวๆ กันค่ะ รับรองว่านับจากนี้ไปสาวๆ ก็จะมีผิวหน้าสวยกระจ่างใสอย่างที่ใจต้องการแน่นอนค่ะ งั้นเอาเป็นว่าตอนนี้เราไปดูเคล็ดลับการล้างหน้าให้ "หน้าสวยกระจ่างใส" กันเลยดีกว่านะค่ะว่าจะะง่ายสักแค่ไหน


เผยการมีผิว หน้าสวยกระจ่างใส

คุณล้างหน้าวันละกี่ครั้งกันคะ
คุณสาวๆ ล้างหน้ากันวันละกี่ครั้งกันคะ ถ้าหากมีใครถามคุณว่า เราควรจะล้างหน้าวันละกี่ครั้งกัน คุณก็คงตอบได้อย่างง่ายๆ 2 ครั้ง แต่ คุณสาวๆ ทราบมั้ยคะ ว่าเราล้างหน้าได้มากกว่านั้น เพราะมลภาวะต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา สามารถทำให้ผิวหน้าของเรามีสิ่งสกปรกได้ง่ายมากขึ้น “เวลาที่คุณทำความสะอาดผิวหน้า คุณควรใช้สบู่อ่อนๆ เจลหรือโฟมล้างหน้า อย่าเชียวนะคะ” อย่าคิดที่จะใช้สบู่ที่ใช้กับผิวกายมาล้างหน้า เพราะคิดว่ามันก็ทำความสะอาดได้เหมือนกัน เพราะสบู่ที่ทำความสะอาดผิวกายนั้น มีความเป็นด่างสูง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายมากเลยล่ะค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ล้างหน้า

การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวหน้าของเรา ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องละเลย คุณควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ถ้าหากว่า คุณนั้นดัน เป็นสาวที่ชอบแต่งหน้าจัดมาก คุณควรเลือก Cleansing Cream เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางออกให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าตามปกติค่ะ เพราะถ้าหากว่าคุณไม่ได้ทำการเช็ดเครื่องสำอางออกก่อน จะทำให้เกิดการอุตันได้นะคะ
ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด
น้ำที่เราใช้ล้างหน้ากัน จะต้องเป็นน้ำที่สะอาด ควรเป็นน้ำสะอาดอุณหภูมิปกติ ไม่อุ่น ไม่ร้อน เพราะถ้าหากว่า คุณสาวๆ ใช้น้ำที่มีความอุ่นหรือร้อน จะทำให้ผิวหน้าของคุณแห้ง สูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายอีกด้วยล่ะค่ะ

วิธีการล้างหน้า
มาถึงขึ้นตอนที่สำคัญกันแล้วล่ะค่ะ สาวๆ หลายคน มีวิธีการล้างหน้าที่ไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่จะใช้วิธีง่ายๆ โดยใช้แค่โฟมล้างหน้า หรือบางคนเอาสะดวกเข้าว่า ใช้สบู่ไปเลยแล้วกัน ก็มันทำความสะอาดเหมือนกันนี่ นั่นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง แถมยังอันตรายอีกด้วยล่ะค่ะ women.mthai ขอแนะนำวิธีล้างหน้า ที่ถูกต้อง ให้คุณสาวๆ ได้ทำตามกันนะคะ

-  โฟมล้างหน้า หากว่าคุณเป็นสาวอีกหนึ่งคนที่มั่นใจในการใช้โฟมล้างหน้า อย่าได้หลงคิดว่า ต้องใช้โฟมละเลงลงไปบนผิวหน้าเลยเป็นอันขาดนะคะ คุณสาวๆ ควรบีบโฟมลงบนฝ่ามือแล้วผสมน้ำเล็กน้อย นวดให้เกิดฟองนุ่มๆ จากนั้นค่อยนำเนื้อโฟมที่ได้ ไปลูบไล้ทำความสะอาดเพียงเบาๆ ก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ

- สาวมือหนัก อันนี้ต้องขอเลยนะคะ คุณสาวๆ ขา…ลดน้ำหนักมือลงบ้างเถอะค่ะ อย่าใช้น้ำหนักมือที่รุนแรงถูไถไปบนใบหน้าของคุณเป็นอันขาด นอกจากจะทำให้ผิวของคุณนั้นเกิดการถลอกแล้ว ยังเป็นการทำลายชั้นสีผิวของคุณอีกด้วยนะคะ

- เวลาในการใช้โฟมล้างหน้า คุณสาวๆ ควรใช้เวลาที่เหมาะสม ไม่นานจนเกินไปค่ะ เพราะถ้าหากว่าคุณ ถูโฟมล้างหน้านานเกินไป จะทำให้ชั้นหนังกำพร้าที่เป็นเกราะป้องกัน ฝุ่นละอองบนผิวหน้าของคุณเกิดการระคายเคือง หลุดออกไปได้ค่ะ
ล้างหน้าเสร็จแล้ว คุณเช็ดหน้าแบบไหนกัน

อย่าเชียวนะคะคุณสาวๆ ขา การถูหน้าแบบตามใจฉัน เป็นการกระทำที่ไม่เข้าท่าเอาซะเลยค่ะ เราขอแนะนำให้คุณสาวๆ ใช้ผ้า ขนหนูขนนิ่มๆ ซับเอาน้ำที่อยู่บนใบหน้าออกเบาๆ ก็พอค่ะ  เพื่อป้องกันการระคายเคืองผิว และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ผิวของคุณยังคงความแข็งแรง นุ่มชุ่มชื่น อีกด้วยล่ะค่ะ

หลังล้าง เค้าทำอะไรกันต่อ

สาวๆ หลายคน มักจะลืมขั้นตอนนี้ไป เวลาที่คุณสาวล้างหน้าเสร็จแล้ว อย่าลืมใช้ครีมกันแดดที่ช่วยปกป้องรังสี UV ช่วยให้ใบหน้าของ คุณสาวๆ ไม่หมองคล้ำเป็นป้าขายกล้วยแขก และที่สำคัญ คุณสาวๆ จะต้องไม่ลืมที่จะทา Moisturizer เพื่อเคลือบผิวหน้าไว้ เพื่อไม่ให้ผิวขาดความชุ่มชื่นค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

"คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว" ด้วยกระชาย

การสครับผิวในทุกวันนี้นั้นมีมากมายหลากหลายวิธีสะเหลือเกินและแต่ละวิธี นั้นก็แลดูจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองมากๆ แต่เราจะรู้กันดีว่าการสครับผิวนั้นจะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวได้เป็น อย่างดี แต่ถ้าจะให้ทำบ่อยๆ มันก็แลดูจะยุ่งยากมากๆ ก็เลยทำให้การมีผิวที่อ่อนเยาว์นั้นแลดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากๆ แต่ว่าวันนี้ค่ะวันนี้เราจะมาให้สาวๆ "คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว" ด้วยกระชาย กันค่ะ ไม่อยากจะเชื่อหล่ะสิค่ะว่า กระชายที่เราเอามาใช้ทำอาหารเนี้ยจะเป็นตัวสคับผิวได้ด้วย อิอิ และที่สำคัญบอกได้เลยค่ะว่ากระชายนี่แหละที่จะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว ของเราได้ เอาเป็นว่าตอนนี้สาวๆ ก็คงจะอยากรู้กันแล้วใช่ไหมหล่ะค่ะว่าการสคับผิวด้วยกระชายนั้นจะช่วยคืน ความอ่อนเยาว์ให้ผิวได้จริงหรือไม่ ถ้างั้นวันนี้เราก็ขอท้าสาวๆ ทั้งหลายมาพิสูจน์ไปพร้อมกันเลยค่ะ


เคล็ดลับ คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว

หากเปลี่ยนจากรากกระชายสด เป็นขิงสับละเอียด ¾ ถ้วยตวง ก็จะได้สูตรลบเลือนริ้วรอยเพิ่มอีกสูตรเพราะน้ำมันชัน (Oleo-resin) ที่เป็นสารทำให้ขิงมีรสเผ็ดและกลิ่นหอม มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบของสิว ผดผื่นคัน ลดเลือนริ้วรอยและทำให้ผิวผ่องใส อีกทั้งกลิ่นจากขิงจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น อบอุ่น สงบ ลดอาการซึมเศร้า เสริมระบบประสาทกระตุ้นการรับรู้และความจำ

ส่วนผสม

- รากกระชายสด หั่นทั้งเปลือก 1 ถ้วย หรือขิงสับละเอียด 3/4 ถ้วย

- ครีมนมไข่แดง ทำจากไข่แดง 2 ฟอง

- น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 1/2 ถ้วย

- ดินสอพอง 1/2 ถ้วย

- พิมเสน 1 ช้อนชา

- น้ำแร่สำหรับดื่ม 1 ถ้วย ปั่นรวมให้เข้ากันจนเป็นครีมข้น

วิธีทำ

นำกระชายที่เตรียมไว้ปั่นรวมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีมข้น แล้วนำส่วนผสมที่ได้มานวดผิวกายหลังอาบน้ำ พักไว้ 15-30 นาที จึงล้างด้วยน้ำสะอาด

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก n3k.in.th

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

5 วิธีช่วยลูกกลับหัวเตรียมคลอด

 


คุณแม่ที่ได้รับการตรวจในช่วงท้องแล้วพบ ว่าลูกอยู่ท่าก้น อย่าเพิ่งตกใจว่าเราจะต้องผ่าตัดสถานเดียว หรือไม่ก็มีความเสี่ยงเกี่ยวกับการคลอดจนเกินไปนะคะ เพราะลูกในครรภ์ของเรายังสามารถเปลี่ยนแปลงแอคชั่นท่าไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะมีอายุครรภ์ประมาณ 36 สัปดาห์ หลังจากนั้นเจ้าหนูก็มักจะอยู่ท่าไหนท่านั้นค่ะ

สำหรับเจ้าหนูขี้อายที่ชอบหันก้นมารออยู่ที่ปากช่องคลอดจะมีอยู่เพียง 3-4% เท่านั้น อย่างไรก็ตามลูกของคุณก็ยังมีโอกาสกลับตัวกลับใจเปลี่ยนท่าได้ ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ




วิธีที่ 1 : ท่าแมวเหมียว!!
คุกเข่าคลาน เวลาหายใจเข้าโก่งตัวยกเอวขึ้น และผ่อนลมหายใจออกช้าๆ วางหลังในแนวระนาบตรงหรือท่าแมวโกรธนั่นเหละ เพราะท่านี้จะใช้แรงดึงดูดของโลกช่วยดึงให้หัวกลับลำ

แต่ถ้าเบื่อท่าแมวโกรธแล้ว อยากทำท่าแมวส่ายสะโพกก็ใช้ได้เหมือนกัน คุณแม่ก็ลองเปลี่ยนอารมณ์ มาเป็นการขยับสะโพกไปทางซ้ายทีขวาทีช้าๆ นั่นเหละค่ะ ทั้งสองท่านี้ทำซักวันละ 3 เวลาแต่ละครั้งก็นับไป 10 ที







 

วิธีที่ 2 : นอนยกก้น
ท่า ยกก้นสูง Breech Tilt เป็นท่าที่คุณแม่ที่มีลูกท่าก้นอาจใช้นอนพักได้ คุณแม่นอนราบกับที่นอนที่ปรับระดับตั้งชันขึ้นมา ยกก้นขึ้นจากพื้นให้สูงสัก 1 ฟุต เอาหมอนมารองที่สะโพกไว้นอนพักสัก 10-15 นาทีวันละ 3 เวลา ที่สำคัญอยู่ที่ว่าระหว่างนอนให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อโดยตั้งสมาธิสูดลมหายใจ เข้าออกช้าๆ เมื่อระดับของศีรษะต่ำกว่าสะโพก แรงดึงดูดของโลกจะดึงให้ลูกถอยมาที่ส่วนบนของมดลูกแล้วก้มหน้าลง ลูกจะค่อยๆ หมุนตัวมาเป็นท่าขวางและท่าหัวในที่สุดค่ะ


 

วิธีที่ 3 : นอนชันเข่า
การนอนบนเตียงหรือพื้นที่นอนที่ยกปลายเตียง สูงขึ้นมา 45 องศา คุณแม่นอนท่านอนราบชันเข่าทำสักครั้งละ 10-15 นาทีวันละ 3 เวลา ลูกจะค่อยๆ หมุนตัวเหมือนวิธีที่ 2


วิธีที่ 4 : ประคบร้อน-เย็น
ใช้ความร้อนความเย็นเรียกให้ลูกกลับตัว คุณแม่วางกระเป๋าน้ำแข็งหรือผ้าเย็นที่ตรงยอดมดลูก และเอาผ้าอุ่นหรือ Hot pad วางที่หัวหน่าว ลูกจะหมุนไปหาจุดที่อุ่นหรืออุณหภูมิสูงกว่าค่ะ


วิธีที่ 5 : Song to move
คุณแม่อัดเทปเสียงคุณแม่ร้องเพลงหรือคุยกับลูก แล้วไปเปิดเทปผ่านหูฟังที่คุณแม่หลายท่านเอามาใช้เปิดเพลงให้ลูกฟังนั่นแหละ ค่ะ แต่เอาหูฟังนั้นติดไว้ที่บริเวณใกล้หัวหน่าว ลูกอยากได้ยินเสียงที่น่าฟังและทำให้มีความสุข จึงเคลื่อนตัวไปฟังใกล้ๆ ค่ะ


ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก นิตยสาร Modern Mom
ภาพจาก : http://harlingenyogacenter.wordpress.com
ภาพจาก : http://fusionwellness.com.au/Blog.php
ภาพจาก : http://www.huffingtonpost.com

เลือกแพ็กเกจคลอดอย่างไรไม่เกินงบ

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาแพ็กเกจคลอดอาจเคยได้ยินได้ฟังประสบการณ์จาก คุณแม่ท่านอื่นๆ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตรที่สูงเกินกว่าที่คาดคิดไว้ บางท่านเลือกแพ็กเกจที่คิดว่าราคาสมเหตุสมผล แต่พอถึงวันจริงค่าใช้จ่ายกลับสูงขึ้นเท่าตัว คิดจะเปลี่ยนโรงพยาบาลก็ไม่ทันเสียแล้ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรทำความเข้าใจกับแพ็กเกจคลอดให้ถ่องแท้ก่อนตัดสิน ใจเลือก เพื่อให้ในวันคลอดจะได้ไม่ต้องกังวลหรือประหลาดใจกับค่าใช้จ่าย และมีความสุขได้อย่างเต็มที่กับการต้อนรับสมาชิกตัวน้อยคนใหม่ของครอบครัว

ลองมาดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกแพ็กเกจคลอด



1. ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด

การเลือกแพ็กเกจคลอด คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาจากความต้องการของตัวเองว่าต้องการสิ่งใดมากที่สุด โดยส่วนใหญ่แล้วคุณแม่มักคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและลูกน้อยในครรภ์เป็น อันดับแรก นั่นแสดงว่าเงื่อนไขหลักที่คุณพ่อคุณแม่มองหาคือ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของทีมแพทย์ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามรายชื่อแพทย์ได้จากคนรู้จัก หรือติดตามจากบทสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การคลอดตามเว็บบอร์ด เมื่อได้รายชื่อแพทย์ท่านที่สนใจแล้ว จึงทำการค้นหาว่าแพทย์ท่านนั้นประจำอยู่ที่โรงพยาบาลใด และโรงพยาบาลนั้นมีแพ็กเกจคลอดแบบใดบ้าง

ทั้งนี้คุณแม่บางท่านอาจคำนึงถึงความสะดวกสบายตลอดระยะเวลาพักฟื้น 2-3 วันหลังคลอด ดังนั้นสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบการเลือกแพ็กเกจก็คือ สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงพยาบาล เช่น ห้องพักที่กว้างขวาง อาหารระหว่างพักฟื้น ความสะดวกสบายสำหรับญาติและแขกที่มาเยี่ยม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถสอบถามจากคนรู้จักหรือค้นหาจากเว็บบอร์ดต่างๆ ได้เช่นกัน รวมถึงเว็บไซต์ของโรงพยาบาลด้วย


อย่างไรก็ดี ความต้องการของแต่ละท่านย่อมมีความหลากหลายแตกต่างกันไป บางท่านอาจมีความต้องการมากกว่าหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องให้น้ำหนักความต้องการ และเลือกแพ็กเกจที่ตรงกับความต้องการของตัวเองมากที่สุด

2. ตรวจสอบความครอบคลุมของแพ็กเกจนั้นๆ

แพ็กเกจคลอดส่วนใหญ่ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ประหยัดค่า ใช้จ่าย ในปัจจุบันจึงมีแพ็กเกจคลอดจากหลากหลายโรงพยาบาลให้เลือกมากมายในราคาที่แตก ต่างกัน คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาความครอบคลุมของแต่ละแพ็กเกจ เนื่องจากบางแพ็กเกจอาจซ่อนความครอบคลุมของแพ็กเกจไว้ เช่น ไม่รวมค่าแพทย์ช่วยผ่าตัด ไม่รวมค่าเก็บภาพแรกของลูก ไม่รวมค่าเวชภัณฑ์ทารก จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากราคาแพ็กเกจ ในขณะที่บางแพ็กเกจอาจมีราคาสูงจนทำให้คุณพ่อคุณแม่มองข้าม แต่กลับให้บริการที่ครอบคลุมกว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจึงใกล้เคียงหรืออาจน้อยกว่าแพ็กเกจประเภทแรก


เมื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการจนได้โรงพยาบาลในใจสัก 2-3 แห่งแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจลองเปรียบเทียบรายละเอียดการให้บริการตามแพ็กเกจของโรง พยาบาลนั้นๆ เพื่อพิจารณาถึงความครอบคลุมของแต่ละแพ็กเกจตามแบบตรวจสอบด้านล่าง


อย่างไรก็ตาม ในวันคลอดอาจมีบางปัจจัยที่ทำให้การคลอดไม่เป็นไปตามแผน เช่น คุณแม่พยายามคลอดตามธรรมชาติมา 3 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถคลอดเองได้ แพทย์จึงต้องเปลี่ยนจากการคลอดตามธรรมชาติมาเป็นการผ่าตัดคลอด หรือการคลอดก่อนกำหนดแล้วเด็กมีปัญหา กรณีเช่นนี้อาจทำให้ค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามแพ็กเกจได้


ถึงแม้ว่าการควบคุมค่าใช้จ่ายในการคลอดอาจไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำ แต่การพิจารณาเลือกแพ็กเกจคลอดที่มีการให้บริการครอบคลุมสูงที่สุด ก็ย่อมช่วยลดความเสี่ยงของค่าใช้จ่ายที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ใครอยากได้แบบตรวจสอบความครอบคลุมของแพ็กเกจคลอด สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่นี้ค่ะั >>> Download 

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก ศูนย์สูติ-นรีเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557

แม่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นหวัด ลูกอาจเสี่ยงโรคสองบุคลิกในอนาคต!




กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมดิคัล เซ็นเตอร์ สหรัฐฯ พบความเชื่อมโยงระหว่างแม่ที่ป่วยเป็นหวัดขณะตั้งครรภ์ กับโรคสองบุคลิก หรือ ไบโพลาร์ ดิสออเดอร์ (bipolar disorder) ที่อาจพัฒนาขึ้นในตัวลูกในอนาคต โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปกติราว 4 เท่า

          ผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร JAMA Psychiatry ซึ่งเป็นวารสารที่ตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับจิตเวช สุขภาพจิต และพฤติกรรม โดยกลุ่มนักวิจัยได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 814 ราย ที่เกิดในช่วงปี 1960-1969 พบว่าคนกลุ่มที่สืบทราบว่ามารดาของพวกเขาป่วยด้วยอาการหวัดในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคสองบุคลิกมากขึ้น

          กลุ่มนักวิจัยยังไม่สามารถอธิบายถึงความเชื่อมโยงที่แน่ชัดระหว่างอาการหวัด และโรคจิตเภทดังกล่าวนี้ได้ แต่คาดว่าน่าจะมาจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของแม่ได้ส่งผลกระทบต่อ พัฒนาการของตัวอ่อนในท้อง

          แต่อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์อลัน บราวน์ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ก็ได้เตือนไม่ให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ตื่นตระหนกจน เกินไป เพราะความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นจำนวนที่เล็กน้อยมาก จากปกติที่มีความเสี่ยง 1% ก็เพิ่มขึ้นเป็น 3-4% เท่านั้น

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก women.fanthai.com

เมื่อแม่ท้องนอนไม่หลับ ทำอย่างไรดี



เรื่อง : เกื้อกูล

ความทรมานอย่างหนึ่งของคนเราก็คือ “ง่วงนอนแต่นอนไม่หลับ” และคุณแม่ท้องหลาย ๆ คนก็คงจะเป็นกันบ่อย ๆ ใช่ไหมคะ


          ทำไมแม่ท้องถึงนอนไม่หลับ สาเหตุหลักก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายนั่นเองค่ะ

         โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรก ที่ ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้นกว่าปกติ ทำให้คุณแม่รู้สึกหงุดหงิด อ่อนเพลีย ซึมเศร้า และนอนไม่หลับ หรือบางครั้งก็รู้สึกง่วงนอนมาก ๆ แต่หลับไม่ค่อยสนิท หรือคุณแม่บางคนที่นอนกลางวันมาก ๆ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เวลากลางคืนไม่รู้สึกง่วงนอนเท่าใดนัก

         ขณะที่ไตรมาสที่ 2 จะมีสาเหตุหลักจากการดิ้นของลูกในท้องประกอบกับช่วงนี้เอง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายของคุณแม่ยังคงสูงอยู่ ดังนั้นคุณแม่ก็อาจจะนอนไม่หลับได้เช่นกัน

         และไตรมาสสุดท้าย คุณแม่บางคนอาจนอนไม่หลับ เนื่องจากการขยายใหญ่ของหน้าท้อง จึงรู้สึกแน่นท้อง เสียดท้อง ปวดหลัง หรือปวดปัสสาวะจนต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ

นอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพ

          หาก เป็นเพียงครั้งหรือสองครั้ง คุณแม่ก็แค่ง่วงเหงาหาวนอนตอนกลางวันเท่านั้น แต่ถ้าเป็นบ่อย ๆ ทุกคืนแล้วล่ะก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ เพราะว่า…

         นอนไม่หลับทำให้เครียด อาการนอนไม่หลับกับความเครียดเป็นผลที่เกี่ยวเนื่องกันค่ะ เพราะเมื่อคุณแม่นอนไม่หลับ ก็จะก่อให้เกิดความเครียด ยิ่งรู้สึกเครียดก็จะยิ่งวิตกกังวล จนที่สุดก็ยิ่งทำให้นอนไม่หลับ

           ความดันโลหิตสูง เสี่ยงครรภ์เป็นพิษ โดยในแต่ละคืนคุณแม่ควรนอนให้ได้ 8-9 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลและควบคุมฮอร์โมนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด เพราะถ้าคุณแม่นอนไม่พอ อาจทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและก่อให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้นั่นเอง

           ลูกเจริญเติบโตได้ช้า เมื่อคุณแม่นอนไม่หลับจะทำให้ลูกน้อยนอนไม่หลับตามไปด้วย ซึ่งก็อาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกายและสมองของลูกน้อยด้วย เพราะการที่คุณแม่นอนไม่หลับจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย การไหลเวียนของเลือดจะไม่ค่อยดีนัก และเลือดที่ไปเลี้ยงลูกในครรภ์มีประสิทธิภาพต่ำ หรือไม่เพียงพอ เมื่อลูกคลอดออกมามีแนวโน้มที่จะน้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐานและการเจริญเติบ โตของลูกช้ากว่าที่ควรจะเป็นค่ะ

เคล็ดลับหลับง่าย

          เลือกท่านนอนที่เหมาะสม เพราะขณะที่ตั้งครรภ์อาจเกิดอาการปวดหลัง ท้องอืด แน่นท้อง ดังนั้นท่านอนที่ช่วยลดอาการปวดหลังจะทำให้คุณแม่นอนหลับได้ง่ายขึ้น แม้คำแนะนำทั่วไปจะบอกให้คุณแม่นอนตะแคงซ้าย เพราะมดลูกจะไม่กดทับเส้นเลือดดำใหญ่ที่อยู่ด้านขวา แต่ความจริงคุณแม่สามารถนอนท่าไหนก็ได้ที่ทำให้รู้สึกสบายค่ะ

ปรับสภาพห้องนอนให้เหมาะสำหรับคนท้อง เช่น การเลือกที่นอน หมอนหนุน หมอนข้าง ให้เอื้อต่อสภาพการนอนของคุณแม่ เป็นต้น

ควร หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมาก ๆ โดยเฉพาะ 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะจะทำให้คุณแม่รู้สึกปวดปัสสาวะ และถ้าต้องตื่นขึ้นมากลางดึกก็จะทำให้นอนหลับยาก

- พยายามเข้านอนและตื่นในเวลาเดิม เพราะหากมีการเปลี่ยนที่ หรือผิดเวลาอาจทำให้เรารู้สึกไม่ง่วงหรือไม่อยากนอนก็ได้

- ก่อนนอนให้คุณแม่ดื่มนมอุ่น ๆ จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

- ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้คุณแม่นอนหลับได้สนิท

- เปิด เพลงเบา ๆ ก่อนเข้านอน หรือทำจิตใจให้สงบ เพราะส่วนใหญ่แล้วคุณแม่มักจะวิตกว่าถ้าคนนอนไม่หลับแล้วลูกจะเป็นอันตราย เพราะฉะนั้นลดความฟุ้งซ่านลง ทำใจให้สบาย เท่านี้ก็ไม่ต้องเครียดจนนอนไม่หลับแล้วค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก raklukemag.com

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

วัดระดับความชรา (Aging)



ร่างกายเรามีกระบวนการความชราอย่างไร?
ความชราเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กระบวนการความชราจะเร็วขึ้นเมื่อเราเริ่มอายุ 30 ปี และเมื่อเราอายุ 40 ปี


ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆลดน้อยลงเหลือเพียง 80% และเหลือ 70% เมื่ออายุ 50 ปี และจะลดต่ำลงเหลือแค่ 35% เมื่ออายุ 70 ปี

ผิวหนัง เริ่มเสื่อมตั้งแต่นาทีแรกที่เกิด
ผิวหนัง: อวัยวะ ส่วนแรกสุดที่เริ่มเสื่อมคือ ผิวหนัง ซึ่งจะเริ่มเสื่อมตั้งแต่นาทีแรกที่เราเกิด สัญญาณความชราของผิวได้แก่ ผิวหนังจะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น ดูหมองคล้ำ หย่อนยาน สีผิวไม่สม่ำเสมอ

สมอง หลังจากอายุ 20 ปี สมองจะเริ่มเสื่อมลง
สมอง: เซลล์ ประสาทเป็นเพียงเซลล์ชนิดเดียวในร่างกายที่ไม่มีการสร้างขึ้นใหม่ เมื่อถูกทำลายจะสูญเสียและไม่มีการสร้างขึ้นใหม่ สมองจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่ออายุ 20 ปี 5% ของผู้ที่อายุ 65 ปี จะมีอาการของโรคอัลไซเมอร์และความจำเสื่อม และจะเพิ่มเป็น 25% เมื่ออายุประมาณ 80 ปี

ปอด เริ่มเสื่อมลงอย่างรวดเร็วเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี
ปอด: การสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศ ฝุ่นละออง การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจและปอดล้วนก่อให้เกิดความเสื่อมของปอด นับจากอายุ 30 ปี เป็นต้นไป ความสามารถในการทำงานของปอดจะลดลง 30 ซีซี ต่อวินาทีในทุกปี และ ประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะเหลือเพียง 1/3 ของความจุปอด เมื่ออายุ 60 ปี

ตา เริ่มเสื่อมลงเมื่ออายุ 40 ปี
ตา: เมื่อ อายุ 40 ปี สายตาจะยาวขึ้นวัดได้ประมาณ 100 ดิออพเตอร์ และจะเพิ่มเป็น 200 เมื่ออายุ 50 ปี และ 300 เมื่ออายุ 60 ปี ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี 30-40% เริ่มมีอาการของต้อกระจก ในขณะที่เมื่ออายุ 70 ปี 60-70% จะมีปัญหาจากต้อกระจก

หัวใจ เริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 45 ปี
หัวใจและหลอดเลือด: ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดต่ำลง เส้นเลือดขยายใหญ่ขึ้น มีการอุดตันของเส้นเลือด เป็นสัญญาณที่บอกว่าหัวใจกำลังเสื่อมลง

หู เริ่มเสื่อมลงเมื่ออายุ 60 ปี

หู: ความ สามารถของการได้ยินเริ่มเสื่อมลงหลังจากอายุ 60 ปี ปกติจะพบได้บ่อยในเพศชายผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง จะสูญเสียการได้ยินเร็วกว่าในคนปกติ

ตับ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ ม้าม จะมีอาการติดเชื้อที่ง่ายขึ้น
ตับ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ ม้าม: อวัยวะเหล่านี้จะไม่เกิดกระบวนการความชรา แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีอาการติดเชื้อและบาดเจ็บได้ง่ายขึ้นเมื่อเปรียบ เทียบกับอวัยวะส่วนอื่น ดังนั้น การป้องกันการติดเชื้อของอวัยวะเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะยืดอายุการ ใช้งานของอวัยวะดังกล่าว

แต่สำหรับผู้หญิง ช่วงวิกฤติของเพศหญิง เริ่มตั้งแต่อายุ 35 ปี
ภาวะหมดประจำเดือน: หลัง จากอายุ 35 ปี เพศหญิงจะสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูก 1% ทุกปี หลังจากหมดประจำเดือนการสูยเสียความหนาแน่นของมวลกระดูกจะเพิ่มเป็น 5-6% ผู้หญิงที่อายุ 20-25 ปี จะมีการตกไข่ระหว่าง 10-12 ครั้งต่อปี แต่หลังจากอายุ 40 ปี จะมีการตกไข่เพียงแค่ 7-8 ครั้งต่อปี และหลังอายุ 45 ปี จะเหลือเพียงแค่ 1-2 ครั้งต่อปี หรือแม้กระทั่งไม่มีเลย

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก Never-Age

คลิก 1 ครั้ง ช่วยลดแคลอรี่


 การทำงานทุกวันนี้คอมพิวเตอร์ถือเป็นอุปกรณ์ในการทำงานที่จำเป็น เกือบจะทุกๆหน้าที่ การที่ผู้ทำงานนั่งจดจ่ออยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวันอาจทำให้หลายคนขาดช่วง เวลาออกกำลังกาย แต่คุณรู้หรือว่าที่คุณใช้เมาส์คลิกๆในแต่ละวันมันกลับช่วยในการเผาผลาญ พลังงานในร่างกายด้วย

นิตยสาร PHP Science World Shinsho ซึ่งเป็นบริษัททำวิจัยรายหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นได้ตีพิมพ์บทความภายใต้หัวข้อ "Convert Anything To Calories" เป็นการเผยแพร่ผลการวิจัยข้อมูลของมนุษย์ต่อกิจกรรมต่างๆว่ามีผลทำให้เผา ผลาญแคลอรี่เป็นปริมาณเท่าใด โดยหลังจากดำเนินวิธีทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่าการขยับนิ้วคลิกเมาส์เพียง 1 ครั้งสามารถเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้แล้ว 1.4 แคลอรี่

ในการคำนวณครั้งคิดจากน้ำหนักกล้ามเนื้อนิ้วชี้เฉลี่ย 11.7 กรัม ทำให้การขยับกล้ามเนื้อนิ้วชี้มีการใช้งานสาร ATP (Adenosine tri-phosphate หรือสารที่ให้พลังงานแก่เซลล์) ราว 195 ไมโครโมลต่อ 1 คลิก (1 โมลจะเท่ากับ 7.3 แคลอรี่) ดังนั้นพลังงานที่ถูกเผาผลาญไปในการคลิกเมาส์ 1 ครั้งจะเท่ากับ 1.42 แคลอรี่

ทั้งนี้โดยปกติกแล้วการเผาผลาญพลังงานในร่างกายนั้น คุณผู้ชายจะต้องเผาผลาญพลังงานที่ 2,550 แคลอรี่ ส่วนคุณผู้หญิงทั้งหลายอยู่ที่ 1,940 แคลอรี่ ถ้าพลังงานส่วนเกินถูกเผาผลาญไม่หมดล่ะก็ มันก็จะตกไปอยู่ในรูปของไขมันนำมาซึ่งความอ้วนนั่นเอง

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก ARIP

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

แก๊สน้ำตา คืออะไร



 แก๊สน้ำตา (อังกฤษ: Lachrymatory agent, Lachrymator หรือ Tear gas) แก๊สน้ำตาถูกใช้เป็นอาวุธประเภทก่อกวนในการปราบจลาจลเพื่อสลายการชุมนุม การใช้งานมีทั้งการยิงจากเครื่องยิงแก๊สน้ำตา และใช้แบบระเบิดขว้าง

แก๊สน้ำตาสามารถประกอบไปด้วยสารเคมีหลายชนิด แต่ที่นิยมใช้กันอยู่จะมีอยู่ 3 ชนิดคือ
1. Chloroacetophenone หรือ CN Gas
2. Chlorobenzylidenemalonitrile หรือ CS Gas
3. Dibenzoxazepine : CR Gas


สารเคมีเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของแข็ง (ผง) หรือของเหลวก็ได้ ซึ่งเมื่อโดนแก๊สน้ำตาเข้าไปแล้ว จะเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตาและแก้วตาดำ ทำให้มีน้ำตาไหลออกมาก เยื่อบุตาจะแดงและแก้วตาดำจะบวม ตามองไม่เห็น น้ำมูกน้ำลายไหล ไอ หายใจลำบาก ส่วนใหญ่จะหายเองภายในหนึ่งชั่วโมง ปริมาณที่ทำให้เสียชีวิตได้จะมากกว่าปริมาณที่ใช้ในการสลายการชุมนุมหลายร้อยเท่า

ทำอย่างไร เมื่อโดนแก๊สน้ำตา 

การปฏิบัติที่สำคัญอันดับแรก คือต้องหยุดสัมผัสสารเคมีให้ได้ก่อน อาการต่าง ๆ ก็จะดีขึ้นเองโดยที่ไม่ต้องให้การรักษาพิเศษอะไร ซึ่งในขั้นต้นได้แก่
 
· การหลีกเลี่ยงและออกจากสถานที่ที่มีแก๊สน้ำตานั้น ไปสู่บริเวณที่มีอากาศถ่ายเทที่สะดวก และมีลมพัดให้สารเคมีนั้นกระจายออกไป

· ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก และใส่ไว้ในถุงที่ปิดมิดชิด (2 ชั้นยิ่งดี) โดยพยายามอย่าให้เสื้อผ้าเปียก เพราะสารเคมีจะละลายติดตามร่างกายได้


อาการทางตา :

ส่วนใหญ่น้ำตาที่ไหลอยู่นั้นจะช่วยขับเอาสารเคมีออกจากตาไปได้ ถ้าไม่หาย มีคำแนะนำ 2 แบบคือ อย่างแรก ให้ใช้ลมเป่าที่ตา เพื่อพัดเอาสารเคมีออกไป (ใช้พัดลมก็ได้) แต่ถ้ายังไม่หายอีก ให้ล้างตาด้วยน้ำเกลือ (normal saline)

การใช้น้ำเปล่าล้างตา ในกรณีที่หาน้ำเกลือไม่ได้ แม้ว่าอาจจะใช้ได้ในที่เกิดเหตุ ก็อาจทำให้เยื่อบุตาบวมได้ และอาจหยอดยาชาช่วยบรรเทาอาการร่วมกับปิดตาไว้ก่อน, ถ้ามีแผลที่กระจกตา (corneal abrasion) ก็ให้รักษาด้วย ยาปฏิชีวนะหยอดตา และยาแก้ปวด, อาการทางตาที่เป็นมาก อาจต้องปรึกษาจักษุแพทย์ให้ช่วยดูแลด้วย

ผู้ที่ใช้ contact lens ควรรีบถอดออก แล้วล้างทำความสะอาด (ในกรณีของ soft lens ไม่ควรนำกลับมาใช้อีก)

ผิวหนัง : ถ้ามีอาการแสบ อาจล้างด้วยน้ำ และสบู่มาก ๆ โดยเฉพาะตรงข้อพับต้องดูแลเป็นพิเศษ, ถ้าผิวหนังไหม้ ก็ให้การดูแลเหมือนแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกโดยทั่วไป ถ้ามีการแพ้ ก็ให้ยา topical steroid ได้, ถ้ามีสารเคมีติดที่ผม การสระผม อาจทำให้แสบหนังศีรษะได้

อาการของทางเดินหายใจ : ถ้ามีอาการมาก ควรให้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และให้การรักษาด้วยการให้ออกซิเจน หรือให้ยาขยายหลอดลม หากมีอาการของหลอดลมตีบ ถ้าเป็นมากจนมีการหายใจล้มเหลว อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

สำหรับเสื้อผ้า สามารถซักด้วยเครื่องซักผ้า ด้วยผงซักฟอกธรรมดาได้ โดยใช้น้ำเย็นซัก ห้ามใช้น้ำร้อน เนื่องจากอาจทำให้สารเคมีระเหยและเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้สัมผัสได้

แหล่งข้อมูล
นพ.นพวัชร์ สมานคติวัฒน์, รู้จักกับ "แก๊สน้ำตา", Thaiclinic.com
Chris E McGoey, Tear Gas & Pepper Spray , CrimeDoctor.com
วลัยพร มุขสุวรรณ, แก๊สน้ำตา, หน่วยข้อสนเทศวัตถุอันตรายและความปลอดภัย
ศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย
แก๊สน้ำตาคือสารเคมีอะไร?, Yahoo รอบรู้
รัชนี สุวรรณเกสร, แก๊สน้ำตา, GoToKnow.com
แก๊สน้ำตา, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
eduzone.com

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก สนุกดอทคอม