วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แฟชั่นเติมรักให้เต็มหัวใจ แพนเค้ก เขมนิจ

แฟชั่น เติมรักให้เต็มหัวใจ แพนเค้ก เขมนิจ
ภาพแฟชั่น จาก นิตยสาร IN LOVE
 





ข้อความบนปก : เส้นทางรัก ปีเตอร์ พลอย คอร์ป ไดเรนดัล รักคนดัง”ริชาร์ด เกียร์”รักล่มตอนแก่ มณีจันทร์ ตอบคำถาม ทำไมผู้หญิงบางคนถึงแพศยา? โลกทั้งใบ ไม่เห็นใคร ให้เกื้อกูล ตาคู่นี้ มองเทิดทูน เธอผู้เดียว I ONLY HAVE EYES FOR YOU

ขอขอบคุณบทความแฟชั่น แฟชั่นเติมรักให้เต็มหัวใจ แพนเค้ก เขมนิจ จาก นิตยสาร IN LOVE

แฟชั่น HIGHWAY TO NOWHERE ปกรณ์ ลัม – เมทัล สุขขาว

แฟชั่น HIGHWAY TO NOWHERE ปกรณ์ ลัม – เมทัล สุขขาว ภาพแฟชั่น จาก นิตยสาร สุดสัปดาห์









ข้อความบนปก : EXCLUSIVE! Momento บ้านแห่งรักของแอพ สงกรานต์ 1 อาทิตย์ กู้วิกฤติหน้าแย่ เห็นผล! ศศิน เฉลิมลาภ เขื่อน สัตว์ป่า และลูกบ้านักอนุรักษ์ DOME & METAL เหงื่อ แดด เห็ด ไก่ อาเล็กจัดไปเพื่อโรงเรียนน้องหนู 20 แบรนด์ดัง ยังไม่อิมพอร์ต แต่ Shopaholic กระหน่ำพรีออเดอร์ COOL SHOES, COOL BAGS กระเป๋ารองเท้าเจ๋ง เด่น โดน ในหนาวนี้

ขอขอบคุณบทความแฟชั่น แฟชั่น HIGHWAY TO NOWHERE ปกรณ์ ลัม – เมทัล สุขขาว จาก Women Mthai Team ภาพแฟชั่น จาก นิตยสาร สุดสัปดาห์

3D Color เทรนด์ใหม่มาแรงของการทำสีผม

         กระแสแฟชั่นและ ความงามเป็นเรื่องที่ไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะเรื่องสีผมที่คนไทย ในยุคปัจจุบันนิยมกันมาก ซึ่งก็เป็นสีสันที่สดใสของโลกแฟชั่น และในแต่ละปีเทรนด์ของสีผมก็เปลียนไปไม่ซ้ำ และสำหรับปีนี้ก็ได้เห็น เทรนด์สีสันใหม่ของเทคนิคการทำสีผม  “3D Color” ที่มีการออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า ให้แลดูเรียวเล็ก และแก้ปัญหาเส้นผมที่ดูบางให้ดูมีเนื้อผมมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มมิติ และเพิ่มวอลลุ่มให้กับเส้นผม ด้วยการไล่ระดับสีเข้มไปหาสีอ่อน ให้มีมิติและเพิ่มเสน่ห์ผมสวยให้กับเส้นผม ดูน่าค้นหา

       สำหรับเทคนิคการปรับแต่งทรงผมเพื่อให้เข้ากับบุคลิกและโครงหน้าด้วยการทำสี ผม  3D Color นั้น จะพิจารณาดูพื้นฐานสีผมธรรมชาติเป็นหลัก โดยจะเลือกสีให้เข้ารูปทรงหน้าและบุคลิกภาพ เพื่อให้เหมาะสมในการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ สำหรับการเลือกโทนสี ก็ต้องเข้ากันกับสีผิวเพื่อ ช่วยทำให้ใบหน้าดูสว่าง ทั้งนี้การทำ 3D Colors ให้สวยงาม ต้องคัดเลือกสีในกลุ่มโทนเดียวกัน โดยไล่ระดับ ความอ่อนเข้มของสีให้เหมาะสม ให้ความเป็นประกายและความรู้สึกมีมิติทุกครั้งที่เส้นผมกระทบแสงแดด

       โดยการทำสีผมแบบ  3D Color จะแบ่งผมออกเป็น 3 ชั้น และค่อยๆ แต้มทีละสีลงบนผมที่แห้งให้ทั่วและชุ่มเพียงพอ เริ่มจากปลายผมชั้นล่างสุด และใช้ฟลอยด์ กั้นผมที่ลงสีแล้ว ทีละชั้นไปเรื่อยๆ จนครบ 3 ชั้น ทิ้งไว้เพื่อสังเกตให้ได้สีตามที่ต้องการ และในขั้นตอนการล้างสี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะประกายสีผมที่เกิดขึ้น รวมทั้งความนุ่มนวลของเส้นผม จะดีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความพิถีพิถันในขั้นตอนการล้างสีออก

หลักการเลือกสีผมให้เข้ากับสีผิว มีดังนี้

1. ผิวขาวอมชมพู (White Pink) สี ผิวนี้อยู่ในกลุ่มโทนอุ่น ดูมีสุขภาพดีกว่าสีผิวอื่นๆ  ควรจะทำผมเฉดสีบลอนด์ประกายหม่น  หรือ  ไม่ก็เป็นโทนน้ำตาลทอง  เพราะจะทำให้ผิวไม่ซีดจาง

2.ผิวขาวอมเหลือง (Ivory Peach)  สี ผิวนี้จะจัดอยู่ในลักษณะกลุ่มโทนเย็น  ซึ่งสีผิวนี้จะทำให้ใบหน้าของสาวๆ  ดูซีดเซียวเหนื่อยล้าไม่ค่อยสดใส ควรเลือกสีผมโทนประกายม่วงเหลือบแดง  หรือ  น้ำตาลแดงประกายม่วง  จะช่วยทำให้ใบหน้า ดูดูกระฉับกระเฉง โฉบเฉี่ยว สดใสมากยิ่งขึ้น

3. ผิวสองสีหรือสีผิวน้ำผึ้ง (Golden Beige Amber)  สีผิวแบบนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มโทนเย็น  เป็นความโชคดีของคนผิวสองสี เพราะจะมีเสน่ห์เซ็กซี่แฝงอยู่ในตัวเอง  ดูคมและน่ามอง  แล้วยิ่งถ้าได้ทำผมโทนสีทองเคลือบประกายทอง  หรือ  สีน้ำตาลอ่อนด้วยแล้ว  จะยิ่งเน้นให้ใบหน้าดูสว่างจนเผยความเซ็กซี่ที่มีอยู่ในตัวเองออกมา

4. ผิวสีแทนหรือผิวคล้ำเข้ม (Beige Olive)  สีผิวนี้จะอยู่ในโทนอุ่น  ด้วยความที่เป็นที่มีผิวเข้มอยู่แล้ว  จึงเหมาะกับสีผมน้ำตาลแท้  หรือ  น้ำตามช็อกโกแลต  เพราะจะยิ่งช่วยขับให้ผิวที่เข้มนั้นดูไม่ด้านทึบจนเกินไป

       ทั้งนี้การทำสีผม ที่ดีก็ต้องเริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ  ที่ช่วยปกป้อง พร้อมดูแลเส้นผม ให้สีสันสวยสดใส ติดทนยาวนาน ไม่ทำให้สีซีดจางหลังการสระผม และควรดูแลหลังการทำสีผมด้วยอาหารผมจากนั้นเพิ่มเติมอาหารผมสูตรเข้มข้น เพื่อถนอมเส้นผม และบำรุงให้ผมมีน้ำหนัก สุขภาพที่ดี และเป็นประกายเงางาม

ขอขอบคุณบทความแฟชั่น 3D Color เทรนด์ใหม่มาแรงของการทำสีผมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านสีผม จากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม Biowoman

เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ปรับลุคใหม่ ตัดผมสั้นจุ๊ด!


          นักแสดงสวยสวย เจนนิเฟอร์ อนิสตัน มาในลุคใหม่ตัดผมสั้นสุดเฉี่ยว สาวๆ women mthai คงคุ้นตาเธอในลุคสาวผมบลอนด์ยาวสลวย ถึงแม้อายุของเธอจะใกล้ 45 แล้ว แต่ก็ยังสวยปิ๊งไม่แพ้สาวๆเลยนะจ๊ะ ล่าสุดเธอบอกว่าเบื่อกับทรงผมเดิมๆ เลยไปตัดผม ซึ่งสาเหตุจริงเป็นเพราะว่าเธอเพิ่งไปทำทรีทเมนต์ผมมาแล้วเกิดความผิดพลาด เลยตัดสินใจหั่นผมทิ้งซะเลย

 
 
         เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ยังบอกอีกว่าผมทรงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Lawren Howell สไตลิสต์จาก Vouge พอเห็นปุ๊บเธอก็รีบส่งรูปทรงผมไปให้ McMillan แฮร์สไตลิสต์คนโปรดของเธอ  ขอเสียงสาวๆ women mthai หน่อยสิ คิดว่าลุคใหม่ของ  เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ดูสวยกระชากวัย หรือ แย่ลงกว่าเดิมกันแน่จ๊ะ?

 






  
ขอขอบคุณบทความแฟชั่น เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ปรับลุคใหม่ ตัดผมสั้นจุ๊ด! จาก Women Mthai Team  ภาพประกอบจาก dailymail.co.uk

ผมสั้นก็สามารถเกล้าผมได้นะจ๊ะ

     สาวๆ ผมสั้น หลายคนกังวลใจเมื่อถึงคราวต้องออกงานสังคม แล้วรู้สึกนอยด์ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนลุคได้มากนัก เพราะติดปัญหาที่ ผมสั้น ชิคๆนั้นเป็นเหตุ แต่เดี๋ยวก่อน ใครว่า! ว่าผมสั้นแล้วจะไม่สามารถ เกล้าผม ได้นั้น ผิดถนัด เพราะมันมีเทคนิคสารพัดในการดัดแปลง ผมสั้นๆ ให้สามารถเกล้าทรงผมสวยๆ ได้อีกตั้งหลายทรง วันนี้เก็บทริคมาฝาก 1 เทคนิคเอาไปเป็นไอเดีย เผื่อว่างานต่อไป จะได้ไม่ต้องนอยด์ ผมทรงเดียวทั้งปีทั้งชาติออกงานกันอีกต่อไปจ้า

 

 ขอขอบคุณบทความแฟชั่น ผมสั้นก็สามารถเกล้าผมได้นะจ๊ะ จาก Women Mthai Team ภาพจาก Beautydepartment

“ลูลู่ กินเนสส์ ” ไม่ต้องสาวสะพรั่ง ไม่ต้องเป๊ะราวนางแบบ คุณก็แฟชั่นได้

 

ความเป็นผู้หญิง ความย้อนยุค ความแตกต่าง และปากสีแดง ทั้งหมดนี้สร้างแบรนด์แบรนด์หนึ่งขึ้นมาในโลก ไม่ต้องสูงร้อยแปดสิบ ไม่ต้องสาวสะพรั่ง ไม่ต้องเพอร์เฟ็คท์ราวซูเปอร์โมเดล คุณก็แฟชั่นได้ 


ลูลู่ กินเนสส์ (Lulu Guinness) ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ ผู้มีความเป็น เฟมินีน สูงมาก มีความกุ๊กกิ๊ก มีมุมสร้างสรรค์ที่ยังคงความเป็นเด็กที่สนุกสนานอยู่ในตัวเอง

   
ลูลู่ กินเนสส์ เป็นบุตรสาวของท่าน Sir Miles Rivette Carnac ผู้ปกครองอาณานิคมที่อังกฤษส่งไปปกครองในสมัยนั้น แลพเป็นอดีตภรรยาของ Valentine Guinness บุตรชายของ Baron Moyne (เพิ่งหย่ากันในปี 2013 นี้) ด้วยความที่เธอชอบและสนใจเรื่องแฟชั่น ในปี 1989 เธออายุเพียง 29 ปี เธอก็เริ่มเปิดแบรนด์ โดยออกแบบเฉพาะ กระเป๋า และเครื่องประดีบต่างๆ จำพวก สร้อย แหวน แบบต่างๆออกมา เท่านั้น และเริ่มได้รับความนิยม เป็นที่รู้จักในเหล่าแฟชั่นนิสต้าตั้งแต่นั้นมา
หลายคนคงคิดว่าเธอต้องเรียนจบเอก แฟชั่นดีไซน์ มาอย่างแน่นอน แต่ความตริงคือเธอไม่ได้เรียนออกแบบมาเลย ! ไม่ได้เรียนรู้เรื่องการดีไซน์ศิลปะเชิงวิทยาการใดใด เคยเรียนเพียงแค่คอร์สศิลปะ ระยะสั้นๆ แต่ใช้เพียงรสนิยม และความชอบส่วนตัว เพื่อออกแบบผลงานต่างๆ ซึ่งผลงานหรือสินค้า (Product) ที่เธอออกแบบนั้นมักจะบอกเล่เรื่องราวความย้อนยุค (Vintage) และความน่ารักกุ๊กกิ๊ก บวกกับความชอบส่วนตัว เน้นสีสันน้อยๆ ซึ่งนำมาใช้อยู่ไม่กี่สี

 

หากนึกถึงเธอแล้วหล่ะก็ ต้องนึกถึงริมฝีปากสีแดงสด ซึ่งตอนนี้กลายเป็นซิกเนเจอร์ ประจำตัวเธอและแบรนด์ LULU GUINNESS ของ เธอไปเรียบร้อยแล้ว และผลงานที่โดดเด่นของเธอ ที่แฟชั่นนิสต้าทุกคนต้องมีนั่นก็คือ กระเป๋าคลัทช์ (Clutch) รูปริมฝีปาก ในเฉดสีต่างๆ ซึ่งก็มีคนถามเธอมากมายว่าทำไมต้องเป็น “รูปริมฝีปาก” คำตอบก็เดาไม่อยากเลยค่ะ เธอบอกว่า “ข้อแรกคือ เธอเป็นคนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น อยู่อย่างหนึ่งก็คือ ชอบทาปากสีแดง” ดังนั้นคลัทช์ใบแรกชองเธอจึงเป็นรูปปากสีแดง จากนั้นจึงทะยอยมีสีอื่น ลวดลายอื่น ตามออกมา เช่น กระเป๋ารูปแมว ตากลมๆ ปัดมาสคาร่าหนาๆ จมูกสีแดงของตัวตลก


ตอนนี้เธออายุ 53 ปี แล้วแต่เธอมีบุคลิกลักษณะตรงกันข้ามกับนางแบบ ทั้งปวง เพราะเธอสูงแค่ 5 ฟุต 2 นิ้ว หรือ สูงเพียง 157 เซนติเมตร เท่านั้น เรียกว่ามินิไซส์ ก็ไม่แปลก เธอไม่ได้สวยสพรึ่ง หุ่นเป๊ะ เหมือนนางแบบคนอื่นๆเลย แต่ความแฟชั่นของเธอนั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก นักออกแบบรุ่นก่อนๆ อย่าง สเกป เพอเรลี่ ผู้ที่เคยร่วมงานกับศิลปิน (Artist)มากมาย ในสมัยนั้น สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากผลงานของเธอก็คือ เธอชอบงานวินเทจ (Vintage) และงานเหนือจริง (Surrealist) เธอจึงเอาความชอบ 2 สิ่งนี้มารวมกัน แล้วออกแบบเป็นผลงานของตัวเธอเอง ซึ่งเป็นแฟชั่นที่ลงตัวมากๆ  เห็นไหมว่าเพียงแค่คุณมีความชอบ มีสไตล์เป็นตัวของตัวเองนั่นก็เป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งแล้ว



 



ขอขอบคุณบทความแฟชั่น “ลูลู่ กินเนสส์ ” ไม่ต้องสาวสะพรั่ง ไม่ต้องเป๊ะราวนางแบบ คุณก็แฟชั่นได้ จาก Women Mthai Team

ประเทศน่าอยู่และน่าให้ลูกไปเกิดที่สุด


ถ้าคุณเคยคิดเรื่องการย้ายถิ่นฐาน มี ประเทศน่าอยู่ ที่ไหนบ้าง ลองเช็ครายชื่อ ประเทศน่าอยู่ ที่น่าให้ลูกไปเกิดมากที่สุดในปี 2556 และมาดูกันว่าเมืองไทยของเราอยู่อันดับใด

ประเทศที่เราเกิดมีผลอย่างใหญ่ หลวงต่อชีวิตของเรา และ Economist Intelligent Unit (EIU) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่วิเคราะห์เศรษฐกิจในเครือนิตยสาร The Economist ได้แนะนำว่าคุณควรไปคลอดลูกที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากบท ความที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ Business Insider ที่อ้างอิงรายชื่อประเทศที่น่าไปเกิดมากที่สุดซึ่ง EIU ได้รวบรวมไว้โดยอิงตามปัจจัยต่าง ๆ 11 ประการ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ลูกจะเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัยและมีสุขภาพแข็ง แรง รวมถึงลูกจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเลิศ

รายชื่อเหล่านี้ได้มาอย่างไร

ตัวชี้วัด 11 รายการเป็นตัวกำหนดว่าประเทศใดควรอยู่ในอันดับใด ตัวชี้วัดนี่รวมถึง สุขภาวะทางวัตถุ อายุคาดเฉลี่ย ความเท่าเทียมกันทางเพศ สภาพอากาศ คุณภาพชีวิตครอบครัว ความปลอดภัย ชีวิตในชุมชนและธรรมาภิบาล จากตัวชี้วัดดังกล่าวนี้ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับทั้งหมด 80 ประเทศและประเทศไนจีเรียอยู่ในอันดับที่ 80 ของประเทศที่น่าเกิดที่สุด แล้วประเทศไหนล่ะ เป็นประเทศน่าอยู่ที่สุด

10 ประเทศแรกได้แก่

1. สวิตเซอร์แลนด์
2. ออสเตรเลีย
3. นอร์เวย์
4. สวีเดน
5. เดนมาร์ค
6. สิงคโปร์
7. นิวซีแลนด์
8. เนเธอร์แลนด์
9. แคนาดา
10. ฮ่องกง
* ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 50

ลิสท์นี้เชื่อถือได้แค่ไหน

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจแต่ก็น่าเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยเมื่อเราได้สำรวจความคิด เห็นของผู้อ่านผ่านทางหน้าเฟซบุ๊คของ The Asian Parent ในคำถามว่า “หากมีโอกาส คุณคิดจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในประเทศอื่นหรือไม่” คำตอบที่เราได้รับอย่างล้นหลามคือ “ใช่ ฉันอยากย้ายไปอยู่ประเทศอื่น” และประเทศที่ผู้อ่านเลือกที่จะไปอยู่มากที่สุดคือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้คะแนนเป็นที่สองในการจัดอันดับของ EIU

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก ประเทศน่าอยู่และน่าให้ลูกไปเกิดที่สุด จาก th.theasianparent.com/

30 เรื่องจริงที่สุดที่ “ แม่ มือใหม่ ” ควรรู้


เราได้พูดคุยกับคุณ แม่ 30 คนที่เคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วและยังขำไม่หาย!

1) คุณอดใจถ่ายรูปตัวเองกับท้องที่โตขึ้นไม่ไหวหรอก เอ่อ จริง ๆ คือถ่ายได้ตลอดเลย

2) หมอไม่ใช่พระเจ้าที่จะมาชี้เป็นชี้ตายได้ จงเชื่อสัญชาตญาณของคุณและทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่าเหมาะสมสำหรับตัวคุณและเจ้าตัวเล็ก

3) ฮอร์โมนจะทำให้คุณเปลี่ยนจากผู้หญิงแสนอ่อนหวานเป็นจอมเกรี้ยวกราด และมาเป็นนางเอกเจ้าน้ำตาได้ภายใน 10 วินาที บางทีก็น้อยกว่านั้น

4) ความต้องการทางเพศของคุณลาพักร้อนยาวเลย

5) คุณอาจต้องนอนบนเตียงแบบห้ามลุกไปไหนก็ได้นะ! เพราะฉะนั้น เริ่มเตรียมห้องหับให้พร้อมตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์

6) ไปหาหมอไคโรแพรคติกซะ ถ้าปวดหลัง

7) หาตากล้องมืออาชีพมาถ่ายภาพตอนท้องซะ เพราะเดี๋ยวคุณก็ต้องดูจนได้นั่นแหละ

8) วัดรอบท้องก่อนจะไปคลอด ขอนิดนึงน่า

9) ถ่ายรูปจากมุมที่คุณมองลงมาที่ท้อง ก็มันเป็นมุมที่คุณเห็นอยู่ทุกวันนี่!

10) หัดนอนตะแคงตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะคุณจะต้องนอนตะแคงเมื่อท้องใหญ่ขึ้น และก็อาจจะต้องหาหมอนมาเพิ่มอีกสัก 2-3 ใบ

ตอนคลอด

1) การเจ็บท้องคลอดไม่ใช่อาการเจ็บแบบเป็นตะคริว ไม่เหมือนเวลาปวดท้องหนัก และก็ไม่เหมือนกับมีเซ็กซ์ตอนที่น้องหนูยังแห้งอยู่ มันเหมือนกับแตงโมทั้งลูกพยายามจะออกจากตัวคุณมากกว่า!

2) พอบล็อกหลังแล้วคุณจะตดนะ เยอะด้วย!

3) เอากระดาษทิชชู่ม้วนไปโรงพยาบาลด้วยนะ ภาษีที่เราจ่าย ๆ กันไปน่ะไม่ได้เอาไว้ใช้ซื้อทิชชู่นุ่ม ๆ หรอก และคุณก็คงไม่อยากจะใช้ทิชชู่สาก ๆ หยาบ ๆ เป็นกระดาษทรายหลังคลอดหรอก เอาไปสัก 2 ม้วน ม้วนนึงสำหรับก่อนคลอด (ตอนที่น้ำเดิน) และอีกม้วนสำหรับหลังคลอด

4) เอาแบตเตอรี่สำรองสำหรับกล้องถ่ายรูปไปด้วย (เผื่อไว้ก่อน)

5) หาพยาบาลผดุงครรภ์ ความสนใจเพียงอย่างเดียวของพยาบาลผดุงครรภ์คือคุณและลูก แถมยังมีประสบการณ์มานักต่อนัก ได้เห็นและช่วยเหลือคุณแม่ที่ต้องผ่านช่วงเวลาเจ็บปวดมาเป็นร้อย ๆ คน

6) คุณอาจต้องคลอดอีกรอบนะถ้ายังมีเด็กอีกคนอยู่ในท้อง!

7) คุณอาจจะถ่ายออกมาก็ได้นะ ระหว่างที่เบ่งคลอด

8) ตอนที่น้ำเดินน่ะเหรอ ไม่ใช่แค่ไหลเหมือนเขื่อนแตกครั้งเดียวหรอก… หลายครั้งเลยล่ะ

9) พอคลอดเสร็จแล้ว ไม่ใช่แค่น้องหนูจะเจ็บหรอกนะ มันรวดร้าวไปทั้งตัวเลย

10) เวลาไปเข้าห้องน้ำหลังจากคลอดแล้วนี่สุดยอดทรมานเลย! ถ้าไม่ไหวแล้วจริงๆ คุณก็ควรนั่งกลับด้านกับโถและหันหน้าเข้าหาผนังตอนถ่ายเบา (วิธีนี้จะช่วยลดแรงดันได้ และคุณยังมีที่ยึดเอาไว้ตอนร้องไห้ด้วย ถ้าจำเป็นนะ!)

หลังเจ้าตัวเล็กเกิด

1) หาท่าเหมาะๆ ในการให้นมเจ้าตัวเล็ก – บางท่าเหมาะสำหรับบางคนเท่านั้น ท่าอุ้มลูกฟุตบอลไม่เหมาะสำหรับผู้หญิงหน้าอกเล็ก

2) จริงๆ คุณไม่ต้องใช้เสื้อผ้ามากมายสำหรับเด็กแรกเกิดหรอก… ที่ซื้อมาเยอะๆ นั่นต้องเก็บไปเลยแหละ

3) การคลอดลูกคนแรกไม่ได้บ่งบอกถึงการคลอดครั้งที่สอง ถ้าครั้งแรกลำบากยากเย็นเหลือเกิน ครั้งที่สองอาจจะง่ายกว่ามากก็ได้

4) การอดนอนเป็นการทรมานแบบมีที่มาที่ไป และคุณก็จะรู้ซึ้งเลยแหละว่าทำไม

5) ไม่ใช่ว่าห้องน้ำทุกที่จะมีที่ให้คุณแม่เปลี่ยนผ้าอ้อม เช็คให้แน่ใจว่าห้างไหนบ้างที่มีจุดเปลี่ยนผ้าอ้อมให้บริการก่อนจะออกจาก บ้าน

6) ลูกจะร้องดังแค่ไหนก็ตาม ผู้ชายก็หลับได้ จริง ๆ นะ

7) ถ้าคิดว่าคุณมีแผ่นซับน้ำนมไว้พอสำหรับใช้ละก็ คุณคิดผิดแล้ว ซื้อสำรองไว้อีกสัก 2 ห่อ มีเยอะเกินต้องการดีกว่าต้องมาคอยลุ้นว่าสามีจะซื้อมาให้ถูกหรือเปล่า

8) อยากให้มีคนบอกฉันไว้ก่อนจริง ๆ ว่าผู้ชายไม่เข้าใจหรอกว่าทารกอยากได้และต้องการอะไร

9) ถ้าเจ้าตัวเล็กของคุณเป็นผู้ชาย อย่าลืมจัดตำแหน่งหนอนน้อยให้ทิ้งดิ่งมาด้านล่างของผ้าอ้อม ไม่งั้นพ่อหนูจะฉี่พุ่งขึ้นข้างบนเอาได้ง่าย ๆ

10) อย่าอุ่นขวดนมมากเกินไปเพราะเจ้าตัวเล็กจะติด และคุณจะต้องแบกกระติกน้ำร้อนหรือหาที่อุ่นขวดติดไปด้วยตลอดกาล! อาหารก็ด้วยนะ!

คิดว่ายังมีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่าคะ มาแชร์กันด้านล่างเลยค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก 30 เรื่องจริงที่สุดที่ “ แม่ มือใหม่ ” ควรรู้ จาก th.theasianparent.com/

นอนกรนใช่สัญญาณผิดปกติรึเปล่า?


อายุครรภ์  28-41 สัปดาห์ : เมื่อ เข้าไตรมาสสุดท้าย ว่าที่คุณแม่หลายคน  อาจต้องพบอาการผิดปกติที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดขอด, ปัสสาวะบ่อย หรือแม้แต่อาการ นอนกรน อาการหลังสุดนี้เป็นทั้งเรื่องปกติและสัญญาณเตือนสุขภาพ

อาการ นอนกรน ของแม่ไตรมาสท้าย เกิดจากระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณโพรงจมูกบวมโป่งบวม ปิดกั้นการหมุนเวียนของออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์จนไหลเวียนได้ไม่สะดวก คุณแม่จึงต้องระบายลมหายใจออกมาทางปาก

ข่าวดีก็คือ การกรนที่เกิดจากสาเหตุนี้จะหายไปเมื่อทารกคลอดออกมา อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีอาการกรนรุนแรง และเมื่อตื่นนอนแล้วรู้สึกเหนื่อยหรือเพลีย แสดงว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอขณะนอนหลับ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ได้ หากเป็นเช่นนี้ คุณแม่ควรรีบปรึกษาสูติแพทย์เพื่อหาทางรักษาโดยด่วน

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก นอนกรนใช่สัญญาณผิดปกติรึเปล่า? จาก นิตยสาร Real Parenting

หลากวิธีทายเพศของเด็กในครรภ์



จริง ๆแล้วมีหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณทายได้ว่าคุณได้ลูกสาวหรือลูกชายก่อนที่ จะมีการสแกนดูเพศของลูก บางวิธีเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาจากคนในสมัยก่อน แต่เชื่อเราเถอะ เรื่องเล่ามันน่าตลกจริง ๆ ก่อนที่คุณจะสแกนดูเพศของลูก ทำไมไม่ลองใช้วิธีที่ทั้งสนุกและใช้เวลาไม่นานเพื่อดูว่าเรื่องเล่าที่เป็น ตำนานนี้เป็นจริงหรือไม่…

คุณพ่ออ้วนขึ้นหรือเปล่า??
คำถามนี้อาจดูตลกไปหน่อย คุณรู้จักอาการเปลี่ยนแปลงในชายเมื่อภรรยาท้องหรือไม่? นั่นคือการที่น้ำหนักตัวของคุณพ่อเพิ่มขึ้น มีความเชื่อว่าหากคุณสามีอ้วนขึ้นในขณะที่ภรรยาตั้งท้อง นั่นหมายความว่าครอบครัวนี้จะได้ลูกสาว แต่ถ้าคุณสามีไม่อ้วนขึ้น นั่นหมายความว่าจะได้ลูกชาย มีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเดนมาร์กเชื่อเช่นกันว่าน้ำหนักของพ่อเด็กที่ เปลี่ยนแปลงไปสามารถเป็นสัญญาณบอกในเรื่องนี้ได้ มีงานวิจัยหนึ่งได้ทำการศึกษาพ่อเด็กจำนวน 100 คน พบว่า พ่อเด็กเกือบจะทุกคนที่อ้วนขึ้นได้ลูกสาว และมีพ่อเด็กที่ได้ลูกชายเพียง 5 คนเท่านั้นที่อ้วนขึ้น

คุณกำลังเจอปัญหาเท้าเย็นหรือเปล่า?
ตามความหมายของสำนวน “เท้าเย็น” (cold feet) จากเมืองฝรั่งนั้น เท้าเย็น หมายถึง มีอาการตื่นเต้นไม่หายที่จะได้ลูกน้อย แต่ข้อนี้เราจะพูดถึงอุณหภูมิของเท้าที่เย็นลงจริง ๆ คนสมัยก่อนนั้นบอกว่า หากคุณแม่เท้าเย็นในขณะตั้งครรภ์ นั่นหมายถึงคุณกำลังจะได้ลูกชาย แต่คุณผู้อ่านทั้งหลาย อาการเท้าเย็นนั้นเกี่ยวเนื่องกับการไหลเวียนเลือดต่างหาก

แต่เดี๋ยวก่อน… ผู้เชี่ยวชาญในประเทศเยอรมนีหลายคนค้นพบว่าคุณแม่ที่ตั้งท้องลูกชายมักจะ ทรมานจากการที่เลือดไหลเวียนไม่ดี นั่นไง…มันสัมพันธ์กันใช่มั้ยล่ะ?

นักวิจัยท่านหนึ่งชื่อ Dr. Alexander Nachnamen กล่าวไว้ว่า “มีรายงานว่าผู้หญิงที่ตั้งท้องลูกชายมักพบมีอาการเท้าเย็น โดยผู้หญิงที่ได้ลูกชายจะมีระบบการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีเท่าหญิงที่ตั้งท้องลูกสาว”

คุณเชื่อสัญชาติญาณตัวเองมั้ย?
แม่คนหนึ่ง ๆ ย่อมรู้เกี่ยวกับลูกของตัวเองดีที่สุด ใช่หรือไม่? ดังนั้น สัญชาติญาณของคุณเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุดในการที่คุณจะรู้ว่าลูกชาย หรือลูกสาวที่อยู่ในท้องของคุณ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าแม่กว่าร้อยละ 71 สามารถเดาเพศของลูกตัวเองได้อย่างถูกต้อง

หน้าอกแม่โตข้างเดียวหรือไม่?
มีตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่าหากหน้าอกแม่ด้านขวาใหญ่กว่าหมายความว่าคุณจะได้ลูกชาย และหากหน้าอกด้านซ้ายของคุณแม่ใหญ่กว่า นั่นหมายความว่าคุณจะได้ลูกสาวตัวน้อยไว้คอยแต่งชุดนางฟ้าให้ หลักทางวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เนื่องจากฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างการตั้งครรภ์จึงทำให้มีการไหล เวียนของเลือดเพิ่มขึ้นและมีผลทำให้เนื้อเยื่อของหน้าอกมีการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้เกิดอาการบวม เจ็บ และไวต่อสัมผัส แต่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าการบวมของหน้าอกเกี่ยวเนื่องกับการ ทายเพศ ของลูกน้อย แต่อย่างไรก็ตาม คุณก็อาจลองทายดูได้ ไม่น่าจะเสียหายอะไรนี่

ผู้หญิงหรือผู้ชาย มีวิธีทายหลากหลาย

คุณแพ้ท้องอย่างรุนแรงหรือไม่?
เราค่อนข้างแน่ใจว่าคุณเคยได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนสมัยเก่าที่บอกว่า คุณจะแพ้ท้องอย่างรุนแรงถ้าลูกในท้องเป็นลูกสาว และตรงกันข้าม ถ้าคุณได้ลูกชาย คุณจะแพ้ท้องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ลองมาดูงานวิจัยที่ศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ชาวสวีเดนมากกว่าหนึ่งล้านคนจากปี ค.ศ. 1987-1995 ซึ่งพบว่า แม่ที่แพ้ท้องอย่างรุนแรงมักจะได้ลูกสาว Dr. Michael Swiet จากสถาบันสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาในกรุงลอนดอนได้กล่าวไว้ว่า “มีคำอธิบายอยู่มากมายเกี่ยวกับอาการแพ้ท้อง การแพ้ท้องเกิดเนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป หากคุณได้ลูกสาว นั่นอาจทำให้ร่างกายคุณสร้างฮอร์โมนที่ต่างชนิดกันออกไปและอาจเป็นสาเหตุที่ ทำให้เกิดอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงนั่นเอง”

ท้องคุณโตขึ้นด้านบนหรือไม่?
ผู้คนเชื่อว่าหากคุณได้ลูกสาว ท้องของคุณจะโตขึ้นด้านบนหรืออยู่สูงกว่า หากคุณได้ลูกชาย ท้องของคุณจะโตลงด้านล่างหรืออยู่ต่ำกว่าท้องที่อุ้มลูกสาว แต่ในทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ลักษณะของท้องคุณแม่ที่ปรากฏออกมานั้นขึ้นอยู่กับความตึงของกล้ามเนื้อของ เด็ก ไม่ใช่เพศของเด็ก แต่ถึงอย่างไร คุณก็ลองทายได้นี่เพราะผู้คนเขาเชื่อกันอย่างนั้น

หน้าของคุณกลมขึ้นและอมชมพูมากกว่าเดิมหรือไม่?
มีคนกล่าวว่าหากหน้าของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์มีลักษณะกลมมากและอมชมพู คุณมีแนวโน้มที่จะได้ลูกสาว แต่หากคุณฉุกคิดสักหน่อย แม่ส่วนใหญ่จะมีหน้าที่กลมขึ้นและบางทีอาจมีแก้มที่อมชมพูขึ้นในระหว่างการ ตั้งครรภ์ นั่นเป็นเพราะคุณแม่ต้องออกแรงมากขึ้นเนื่องจากการสัดส่วนที่เพิ่มและต้อง อุ้มท้องที่โตขึ้นไปไหนมาไหนด้วย

คุณอยากกินอะไรสุด ๆ ?
นี่เป็นเวลาที่สามีจะปฏิบัติกับคุณเยี่ยงราชินี ให้สามีที่กำลังตื่นเต้นกับการจะได้เป็นพ่อคนออกไปหาของว่างสำหรับมื้อดึก ให้กับคุณ แม้ว่าจะยากลำบากแค่ไหน หรือไม่ว่าต้องไปที่ร้านหัวมุมในสลัมก็ตาม เขาจะไปโดยด่วนโดยที่ไม่บ่นสักคำ

หลายคนบอกไว้ว่าหากคุณอยากกินของหวานอย่างมาก คุณกำลังจะได้ลูกสาว แต่ถ้าคุณอยากกินของที่มีลักษณะเค็ม หมายความว่าคุณกำลังจะได้ลูกชาย แต่น่าเสียดายที่ทางวิทยาศาสตร์บอกว่าอาการอยากกินอะไรนั้นเป็นเพียง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเพศของเด็ก

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก หลากวิธีทายเพศของเด็กในครรภ์ จาก http://th.theasianparent.com/

เมื่อแม่ท้องต้องเจออุบัติเหตุ


ว้าย…โอ๊ย! อยู่ๆ ดิฉันก็รู้สึกชาบริเวณศีรษะ นึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น พอรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งทรุดอยู่กับพื้นห้องน้ำ แขนห้อยอยู่ที่โถชักโครก มีน้ำสีแดงข้นๆ ไหลนองอยู่เต็มพื้น วินาทีนั้น สิ่งแรกที่ดิฉันทำคือ เปิดกระโปรงดูว่า น้ำสีแดงนั่นไหลออกมาจากไหน ใจชื้นขึ้นมาหน่อยเมื่อพบว่า ช่วงล่างไม่มีสิ่งใดผิดปกติ 

เมื่อสติมา ดิฉันก็ลองสำรวจร่างกายตัวเอง พบว่า เลือดนั่นไหลออกมาจากบริเวณท้ายทอย ดิฉันเอามือลูบท้องปลอบใจสองชีวิตที่กำลังตกใจอยู่ในนั้น รู้สึกว่า ลูกๆ ทั้งดิ้นทั้งถีบสารพัด
นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดิฉันตอนตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน โชคดีที่ทั้งแม่ทั้งลูกปลอดภัย แต่ตัวดิฉันก็ต้องเจ็บตัว ศีรษะเย็บถึงหกเข็ม ฟกช้ำ คอเอี้ยวไม่ได้ต้องพักงานไป 2 สัปดาห์

อุบัติเหตุ ครั้งนี้ทำให้ดิฉันต้องกลับมาระวังตัว เพราะหน้าท้องของแม่ตั้งครรภ์นั้นขยายใหญ่จนน้ำหนักถ่วงไปด้านหน้า อาจทำให้เสียสมดุลในการทรงตัว จนล้มหรือสะดุดหัวทิ่มได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาเดินลงบันได บางคนเกือบจะกลิ้งลงไปก็มี

ดิฉันจึงรวบรวมข้อแนะนำเกี่ยวกับ อุบัติเหตุ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์มาเตือนใจคุณแม่ทุกๆ คนค่ะ

• ห้องน้ำ อุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นกับดิฉันเกิดในห้องน้ำ ซึ่งพื้นลื่นและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ว่าที่คุณแม่จึงควรเตรียมไม้ถูพื้นสำหรับเช็ดพื้นที่เปียกติดไว้ในห้องน้ำ และหาแผ่นกันลื่นที่เป็นแบบมีตัวดูดและมีรูระบายน้ำ ที่สำคัญตัวคุณแม่เองก็ต้องเดินช้าๆ และไม่ลืมเปิดไฟห้องน้ำทุกครั้ง

• บันได เวลา เดินขึ้น-ลงบันได หรือพื้นต่างระดับต้องจับราวบันไดเสมอ ถ้ามีคนอยู่ด้วย ก็ให้เดินใกล้กันในระยะที่จะช่วยดึงหรือประคองได้ หากคุณแม่เกิดหกล้มหรือก้าวพลาด เพราะเวลาขึ้นบันได แม่ตั้งครรภ์ต้องออกแรงมากอาจจะหน้ามืดได้ง่ายค่ะ

• รองเท้า ต้องเลือกรองเท้าส้นเตี้ยและนิ่ม แต่ไม่ควรเลือกรองเท้าที่พื้นแบนเกินไป ดิฉันเคยใส่มาแล้วค่ะ รองเท้านิ่มก็จริง แต่พื้นแบนเป็นกระดาน น้ำหนักตัวกดลงไปมากๆ เดินได้แป๊บเดียวก็ปวดระบมไปหลายวัน สมัยนี้มีรองเท้าสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ที่มีพื้นเป็นปุ่มๆ สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี ถ้าเท้าบวมก็ปรับสายได้ สวมสบายตลอด 9 เดือนเลยค่ะ

• โทรศัพท์มือถือ จะ ไปไหนมาไหน พกโทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วยก็ดีนะคะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้เรียกคนมาช่วยทัน อย่างดิฉันเอง ตอนที่หกล้มในห้องน้ำ ต้องตะโกนเรียกคนอยู่นานจนเกือบหมดสติ ดีที่มีคนได้ยิน

อุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่ายามปกติหรือยามที่มีเจ้าตัวเล็กอยู่ในท้อง ถ้าโชคดี ก็อาจจะแค่เจ็บตัวนิดหน่อย แต่ถ้าโชคร้าย อาจถึงขึ้นสูญเสียลูกไป ถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าใครก็ยากที่จะทำใจได้ คุณแม่ทุกคนควรระวังให้มาก สามีของดิฉันบอกว่า ให้เอามือจับท้อง เตือนสติตัวเองเสมอว่า “มีสิ่งมีค่าอยู่ในนี้” จะได้ระวังตัวให้มากที่สุดค่ะ

ถ้าไม่อยากให้เกิด อุบัติเหตุ ลองเอามือจับท้อง เตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่า “มีสิ่งมีค่าอยู่ในนี้” จะได้ระมัดระวังให้มากที่สุด

ขอขอบคุณบทความแม่และเด็ก เมื่อแม่ท้องต้องเจออุบัติเหตุ จาก

นิตยสาร Real – Parenting ผู้เขียน : ร.อ.หญิงพิภาดา เชาว์วันกลาง ว่าที่คุณแม่ของน้องช้างต้นและน้องช้างพลาย กำหนดคลอด 8 พฤษภาคม 2554

อาการคนท้อง 15 สัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์


บางทีคุณแม่ท้องใหม่อาจต้องประสบกับ อาการคนท้อง  ต่างๆ ที่เป็นสัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์เหล่านี้ตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือน ขาดหายไปเลยทีเดียว แม้ว่าในตอนนั้นการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดตรวจที่มีขายทั่วไปตามร้านขายยา อาจจะยังไม่บ่งบอกว่าตั้งครรภ์ เพราะชุดตรวจเหล่านั้นจะตรวจพบการตั้งครรภ์เมื่อระดับฮอร์โมน  hCG ในปัสสาวะมีมากพอ ซึ่งก็อาจกินเวลาอีกหลายวันหลังจากประจำเดือนขาดไป แต่คุณแม่ก็ยังมี อาการคนท้อง เริ่มแรกของการตั้งครรภ์ดังนี้

1. หายใจถี่ คุณ แม่อาจรู้สึกเหนื่อยและหายใจถี่เมื่อขึ้นบันไดทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจจะเป็นเพราะคุณกำลังตั้งครรภ์ ตัวอ่อนที่กำลังเจริญเติบโตมีความต้องการออกซิเจนจากคุณแม่ และอาการเช่นนี้อาจต่อเนื่องไปตลอดการตั้งครรภ์เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทารกมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ก็จะมีแรงกดดันต่อปอดและกระบังลมของคุณแม่ตั้งครรภ์อีกด้วย

2. เจ็บหน้าอก หรือคัดเต้านม เมื่อคุณแม่วางบนชุดชั้นในบนหน้าอกเช้านี้แล้วรู้สึกเหมือนมีอาการเจ็บคัด ตึง คล้ายๆช่วงที่จะมีรอบเดือนแต่มันไม่หายไปแม้ครบกำหนดแล้วก็ตาม คุณแม่อาจสังเกตเห็นว่าเต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย มีความรู้สึกหนัก และบริเวณรอบๆหัวนมมีสีคล้ำขึ้น ผิวหนังบริเวณเต้านมบางลงมองเห็นหลอดเลือดดำเด่นชัดมาก คุณแม่ควรสวมชุดชั้นในที่มีขนาดพอดีเพื่อช่วยรับน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม และอาจใส่เสื้อชั้นในในเวลานอนด้วยเพื่อช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายนั้น

3. ความเมื่อยล้า คุณแม่ที่อ่านหนังสือก่อนเข้านอนอาจไม่ได้เปลี่ยนไปสู่อีกหน้าหนึ่งของ หนังสือก่อนหลับไป หากคุณแม่มีอาการอ่อนล้า หมดแรง ก็จะอาจเกิดจากการตอบสนองต่อฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในร่างกายของคุณแม่ สำหรับผู้หญิงจำนวนมากยังคงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าตลอดในระยะไตรมาสแรก แต่แล้วก็จะรู้สึกดีขึ้นในระยะไตรมาสที่สอง

4. อาการคลื่นไส้ หญิง ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์ แต่บางคนจะได้พบกับอาการแพ้ท้องได้ตั้งแต่รอบเดือนขาดหายไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในเวลาเช้า กลางวัน และกลางคืน ซึ่งอาการคลื่นไส้นี้จะบรรเทาลงได้เมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่ระยะไตรมาสที่ สอง ในระหว่างนี้ให้พยายามรับประทานอาหารที่จะช่วยบรรเทาอาการ เช่น ขนมปังแครกเกอร์ หรือ น้ำหวาน ไอสครีม

5. ปัสสาวะบ่อย ถ้าอยู่ๆ คุณแม่ก็พบว่าตัวเองนอนไม่หลับทั้งคืน โดยต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่ท้องจะสร้างของเหลวในร่างกายมากขึ้น มีเลือดในระบบไหลเวียนมากขึ้น ดังนั้นกระเพาะปัสสาวะของคุณแม่จึงต้องทำงานล่วงเวลาในระยะแรกนี้

6. อาการปวดหัว สัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์นั้น รวมถึงอาการปวดหัวด้วย ซึ่งเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในกรณีที่คุณกำลังตั้งครรภ์แน่นอน ใช้ยาแก้ปวดพวกพาราเซตามอลจะปลอดภัยกว่ายาพวกแอสไพรินในการจัดการกับความ เจ็บปวด

7. ปวดหลัง คุณ แม่อาจจะมีอาการปวดหรือเจ็บหลังช่วงล่าง หากปกติคุณแม่ไม่ได้มีอาการปวดหลังอยู่ก่อนแล้ว อาการปวดเหล่านี้ก็อาจหมายถึงการผ่อนคลายหรือยืดหยุ่นมากขึ้นของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น  ทั้งนี้อาการปวดหลังอาจเกิดขึ้นได้ตลอดการตั้งครรภ์ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และศูนย์กลางของการทรงตัวของคุณแม่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นผลให้ท่าทางในการยืน นั่งหรือเดิน มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

8. ปวดเกร็งในช่องท้อง จะเป็นปวดประจำเดือนหรือตั้งครรภ์ในช่วงนี้นั้นยากที่จะบอก แต่ถ้าคุณแม่รู้สึกปวดหน่วงๆ อาจเป็นได้ว่ามีการยืดขยายของมดลูกให้พร้อมสำหรับลูกน้อย

9. ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง คุณแม่อาจอยากอาหารที่มีรสเปรี้ยวมากขึ้น ในขณะที่กลิ่นของปลามักจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ถ้าคุณแม่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของความอยากอาหารแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ ทันทีทันใด อาจเป็นอาการที่ร่างกายกำลังบอกว่าคุณตั้งครรภ์

10. ท้องผูก และมีลมในกระเพาะอาหารมากขึ้น สัปดาห์ก่อนหน้านี้คุณแม่ยังใส่กางเกงยีนส์ตัวเดิมได้อย่างพอดีอยู่เลย แต่เพียงแค่สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณแม่อาจรู้สึกท้องป่องเล็กน้อยหรือไม่สามารถไส่ยีนส์ตัวเดิมได้ ก็อาจจะเกิดจากการที่ฮอร์โมน progesterone เพิ่มสูงขึ้นและส่งผลต่อระบบย่อยอาหารของคุณแม่ ทำให้ย่อยได้ช้าลง มีแกสในกระเพาะอาหารมากขึ้น และอาจส่งผลให้ท้องผูกร่วมด้วย

11. อารมณ์เปลี่ยนแปลง บางทีใครทำอะไรไม่ถูกต้องเพียงเล็กน้อย กลับทำให้คุณอารมณเสียได้ง่ายๆ ซึ่งทั้งนี้อาจเกิดจากการที่ระดับฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง และร่างกายของคุณแม่กำลังพยายามปรับตัวเข้าสู่สมดุลย์ใหม่ แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงนี้ไป อารมณ์ของคุณแม่ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ

12. อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น คุณแม่อาจสังเกตได้ว่าอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น รู้สึกร้อนง่ายกว่าคนอื่นๆ นั่นเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและมีการใช้พลังงานมากขึ้น

13. ได้กลิ่นรุนแรง Super smell คุณแม่จะมีความไวต่อกลิ่นเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมก็จะรู้สึกหอมรุนแรง จนบางครั้งทนกลิ่นน้ำหอมเดิมของตัวเองไม่ได้ หากเป็นกลิ่นเหม็นแล้วละก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก บางทั้งการเอาถุงขยะไปทิ้งอาจทำให้คุณแม่แทบจะอาเจียน หรือการเข้าห้องน้ำสาธารณะก็ยิ่งเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจ

14. เวียนศีรษะหรือเป็นลม อาการเช่นนี้เป็นอาการที่ใช้เพื่อบ่งบอกการตั้งครรภ์ในหนังหรือในละคร แต่มันอยู่ในความเป็นจริง เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำหรือความดันโลหิตลดลงอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดวิง เวียนได้ ให้แน่ใจว่าคุณแม่รับประทานอาหารได้มากพอและดื่มน้ำอย่างพอเพียง ก็จะห่างไกลจากอาการนี้ได้

15. มีเลือดออก การมีเลือดออกเล็กน้อยกระปริบกระปรอยในระยะแรกของการตั้งครรภ์ โดยที่ไม่มีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย อาจเป็นอาการที่รกของทารกมีการแบ่งเวลลืและฝังตัวลงไปในเยื่อบุโพรงมดลูกของ แม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจทำให้เกิดมีเลือดออกได้ คุณแม่ควรสังเกตอาการและหากเลือดหยุดไปก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

อย่างไรก็ตามคุณแม่บางรายแทบไม่มีอาการอะไร บางรายกลับมีอาการมากมาย และเป็นในระดับรุนแรง คุณแม่ควรดูแลสุขภาพในระยะแรกของการตั้งครรภ์นี้ โดยรับประทานอาหารให้พอ แม้ว่าจะมีอาการแพ้ท้องก็ไม่ควรอดอาหาร เพราะจะทำให้อาการแย่ลง หากมีความยากลำบากในการรับประทาน รับประทานอาหารมื้อหลักได้น้อยลง ควรเลือกอาหารที่รับประทานง่ายและมีพลังงานสูงรับประทานระหว่างมื้ออาหาร หลัก เช่นไอสครีม น้ำหวาน นมถั่วเหลือง หรือชีสสำหรับทานเล่น ขนมปังกรอบ เป็นต้น หากคุณแม่ดูแลสุขภาพให้ดีอาการแพ้ท้องก็จะทุเลาลงได้

ขอขอบคุณบทความแม่และเด็ก อาการคนท้อง 15 สัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ โดย นพ. ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ่ จาก pregnancysquare.com

ผลไม้ นี่แหละ ตัวอ้วน!




       เวลาที่สาวๆ อยากจะผอมเพรียว การอดอาหารแล้วหันมาบริโภคแต่ผลไม้ นับเป็นวิธีแสนเบสิกที่ตั้งแต่ดาราฮอลลีวูดไปจนถึงพนักงานออฟฟิศใช้กันมาช้า นาน แต่ใครจะรู้ละว่า ผลไม้ ที่ทั้งอร่อยและได้ประโยชน์ก็สามารถสร้างความปวดใจให้กับน้ำหนักตัวของเรา ได้
 
สำหรับโปรแกรม ลดความอ้วน ที่คุณๆ ทั้งหลายเลือกทานผลไม้แทนอาหาร ใช่ว่าจะได้ผล 100 % เพราะผลไม้บางชนิดนอกจากจะไม่ช่วยให้อิ่มท้องแล้วยังสามารถทำให้น้ำหนักตัว ของเรามากขึ้น โดยในเดือนนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงสาเหตุที่ว่า ทำไมทานผลไม้แล้วอ้วน ซึ่งจะมีผลไม้ชนิดใดบ้าง ห้ามละสายตา!

อ้วนได้ไง?

การที่เราเลือกรับประทานผลไม้จืดหรือ เปรี้ยวแทนอาหาร 1 มื้อ เช่น กล้วย ฝรั่ง แอปเปิ้ล แก้วมังกร หรือสับปะรด นับเป็นวิธีการที่ผิดอย่างร้ายแรง เพราะผลไม้บางชนิดนั้นทำให้อ้วนได้ เนื่องจากน้ำตาลในผลไม้นั้นค่อนข้างมาก โดยความหวานที่ว่านี้จะให้พลังงานแก่ร่างกาย ซึ่งถ้าหวานมากไปน้ำตาลก็จะเปลี่ยนพลังงานให้เป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกาย และนั่นจะก่อให้เกิดโรคอ้วนลงพุง

ทั้งนี้ เราสามารถเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างง่ายๆ ได้โดยการรับประทานมะม่วงสุก 3 ลูก จะเทียบเท่ากับการให้พลังงานประมาณข้าวขาหมู 1 จาน หรือถ้าเปลี่ยนจากข้าวมาเป็นผลไม้อย่าง ฝรั่ง หรือมะม่วง ก็เท่ากับรับประทานแป้งเหมือนเดิม แต่มีน้ำตาลมากกว่า ยิ่งไม่รับประทานข้าวซึ่งเป็นโปรตีนและผักที่เป็นไฟเบอร์เลย ร่างกายก็จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลในผลไม้เหล่านี้ให้เป็นไขมันสะสมอยู่ดี ดังนั้นก่อนจะลดน้ำหนักด้วยผลไม้จึงควรศึกษาให้ละเอียด

นอกจากนี้ การที่บางคนเลือกรับประทานน้ำผลไม้คั้นเอง แม้จะไม่ใส่น้ำตาลแต่แท้จริงแล้วก็มีน้ำตาลธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งถ้าดื่มแล้วไม่ออกกำลังเผาผลาญทิ้งไป ก็อาจทำให้อ้วนมากกว่าการดื่มนมจืดขาดมันเนยเสียอีก ขณะเดียวกันผลจากการทดสอบปริมาณน้ำตาลในน้ำผลไม้ยังแสดงให้เห็นอีกว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ 9.27 กรัม/100 มิลลิลิตร หรือประมาณ 2 ช้อนชากว่าๆ ซึ่งปริมาณน้ำตาลที่นักโภชนาการแนะนำให้รับประทานต่อวันคือไม่ควรเกิน 4 ช้อนชาสำหรับเด็ก และ 6 ช้อนชาสำหรับผู้ใหญ่ หากเราดื่มน้ำผัก-ผลไม้รวมพร้อมดื่ม 1 แก้ว หรือประมาณ 200 มิลลิลิตร เราจะได้น้ำตาลประมาณ 4 ช้อนชา ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อรวมกับอาหารทั้งวันที่รับประทาน และนั่นทำให้คุณรับน้ำตาลเกินความจำเป็น จึงถือเป็นผลเสียต่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลไม้เพื่อรักษาหุ่นสวยก็ยังมีประโยชน์กว่าการอดอาหาร หรือเลือกทางเดินของยาลดน้ำหนัก เพราะการรับประทานผลไม้จะทำให้เราได้รับไฟเบอร์และวิตามินซีในปริมาณพอเหมาะ กับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ

ผลไม้ที่ควร ห่าง!
สำหรับผลไม้ ที่ขึ้นชื่อว่ามีน้ำตาลมากก็สังเกตุได้ไม่ยาก พวกสีเหลืองๆ รสหวานจัดๆ ขอให้ห่างตัวไว้เลยจะดีที่สุด หากคุณยังอยากมีหุ่นสุดเซี๊ยะอยู่ ทุเรียน, กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม, ขนุน, มะม่วงสุก, เงาะ, ลำไย, ลองกอง, ลางสาด และ ละมุด

ขอขอบคุณบทความลดความอ้วน ผลไม้ นี่แหละ ตัวอ้วน! จาก e-magazine.info

35 วิธีการกินอาหารลดความอ้วน


35 วิธีการกินอาหารลดความอ้วน

1. รับประทานผัก ผลไม้มากๆ อย่าละเลยการรับประทานผัก ผลไม้ เด็ดขาดค่ะ เพราะ ผัก ผลไม้ มีทั้งเส้นใยและสารอาหารต่างๆ ที่ดีกับคุณสาวๆ แถมทานมากเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนด้วย

2. หลีกเลี่ยงการทานอาหารทอดๆ และติดมัน อาหารทอดๆ มาพร้อมกับน้ำมันที่จะมาทำให้คุณอวบอั๋นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับอาหารเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น กุนเชียง หมูสามชั้นทอดกรอบ หนังไก่ กากหมู ถ้าไม่อยากอ้วน อดใจไว้ค่ะ

3. ทานดาร์กช็อกโกแลต ใช่ค่ะคุณหูไม่ฝาดเรากำลังแนะนำให้คุณทานช็อกโกแลต แต่ไม่ใช่ว่าช็อกโกแลตทั่วๆ ไปก็ทานได้หรอกนะค่ะ ต้องเป็นดาร์กช็อกโกแลตเท่านั้นถึงจะมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์และเป็นประโยชน์ กับร่างกายของคุณสาวๆ

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แทบจะทุกบทความ ที่แนะนำให้คุณดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จึงช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินให้คุณด้วย ซ้ำยังช่วยให้คุณอิ่มเร็วขึ้นด้วย หากคุณดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนทานอาหารทุกครั้ง แต่อย่าชะแว้บ! ไปมอง “น้ำอัดลม” หรือ “น้ำผลไม้” เชียว ยกเว้น “น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง” ที่เราแนะนำให้คุณดื่มได้

5. ดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วหลังตื่นนอน จำและทำให้เป็นนิสัยเพราะการดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว ทันทีหลังจากที่คุณเพิ่งตื่นนอนจะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังจะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักทั้งเบาทำงานได้ อย่างคล่องตัว

6. ทานอาหารเช้า จำได้ไหมว่า อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุดของวัน ถ้าหากคุณสาวๆ พลาดอาหารเช้าในช่วงเวลา 6.00-10.00 น. ไปล่ะก็ คุณอาจจะรู้สึกหิวในมื้อต่อๆ ไปมากขึ้น ทีนี้ล่ะคุณอาจจะเผลอตัวเผลอใจสวาปามอาหารที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ยั้งแล้วจะลดความอ้วนได้อย่างไรล่ะจ๊ะ

7. กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน การไดเอทไม่ได้สำคัญที่ว่าคุณทานอะไรเข้าไป แต่สำคัญที่ว่าทำไมคุณถึงทานเข้าไปต่างหาก ฉะนั้นแล้วหากใครชอบกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์เพียงเพื่ออยากทานสิ่งนั้นจง เปลี่ยนพฤติกรรมด่วนค่ะ ทานให้แต่พออิ่มจะดีกว่า และควรทานเมื่อเวลาที่หิวจริงๆ

8. ออกกำลังกายสำคัญสุดๆ แน่นอนว่าหนึ่งในวิธีที่คนทั่วโลกแนะนำก็คือ การออกกำลังกายนี่แหละเพราะมันจะช่วยรักษาน้ำหนักให้คงที่ในระยะยาวได้ แถมยังจะช่วยให้คุณเผาผลาญแคลอรีให้กลายเป็นพลังงานได้คราวละมากด้วย หากคุณสาวๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอลองหาเวลาเดินวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน นอกจากคุณจะควบคุมน้ำหนักได้ดีแล้วยังจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอีกด้วยล่ะ

9. หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไดเอท เขาว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นอย่ามาท้อแท้กับการไดเอทเพียงลำพังเลย ลองหาเพื่อนที่มีแนวคิดเดียวกันแล้วชวนมาลดความอ้วนด้วยกันดีกว่า เพราะการมีเพื่อนหัวอกเดียวกันจะทำให้คุณมีกำลังใจขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

10. อย่ากักตุนอาหารในตู้เย็น สาวๆ มักจะชอบซื้ออะไรต่อมิอะไรมาเก็บไว้ในตู้เย็น อ้างว่า เตรียมไว้รับรองแขกบ้าง ไว้เลี้ยงเพื่อนบ้างล่ะ แต่สุดท้ายก็มักจะเหลือเต็มตู้เย็นจนคุณสาวๆ นั่นแหละต้องมาทานเอง เพราะฉะนั้นหากไม่อยากอ้วนกำจัดของกินในตู้เย็นโดยด่วน คุณจะได้ไม่เผลอหยิบติดมือมาทานได้ง่ายเกินไปนั่นเอง แต่ถ้าอยากจะมีอาหารติดในตู้เย็นแนะนำว่า ผักผลไม้และบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพทั้งหลายจะเวิร์กที่สุดค่ะ

11. อย่ากินไป ดูทีวีไป รู้หรอกน่า ว่าคุณสาวๆ ชอบกินนั่น กินนี่ กินจุบกินจิบทั้งวันไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะเวลานั่งดูโทรทัศน์หรือนั่งอ่านหนังสือมักจะหาอะไรติดไม้ติดมือเข้า ปากเป็นประจำ แต่นั่นแหละค่ะการที่คุณสาวๆ หยิบคุ้กกี้บ้าง ขนมปังกรอบบ้าง มันฝรั่งทอดบ้าง เข้าปากแต่ละทีคุณจะเพลินจนลืมเรื่อง “อ้วน” ไปชั่วขณะเลยทีเดียว

12. ใส่ใจ “ข้าวกล้อง” กันให้มากขึ้น ปกติเรามักจะชินกับการรับประทาน “ข้าวขาว” ซึ่งจะได้เพียงแค่คาร์โบไฮเดรตเท่านั้น แต่หากคุณเปลี่ยนมาทาน “ข้าวกล้อง” แทน คุณจะได้ทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่มากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ได้ถูกขัดสีออกไป

13. “น้ำตาล” และ “เกลือ” จอมวายร้าย “น้ำตาล” เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพราะฉะนั้นบรรดาของหวาน ลูกอม น้ำอัดลม เค้กต่างๆ จงงดเสีย!!! ให้ดื่มน้ำมะนาวแทนหรือทานน้ำตาลที่มาจากผลไม้จะดีกว่า เช่นเดียวกับ “เกลือ” ที่เราควรได้รับโซเดียมวันละไม่เกิน 1 ช้อนชาเท่านั้น แต่เกลือหรือโซเดียมที่ผสมอยู่ในขนมต่างๆ อาหารฟาสต์ฟู้ดส์รวมทั้งซุปที่ทานเข้าไปในแต่ละวันล้วนเกินปริมาณที่กำหนด จึงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพมากมาย ตามมาได้ เพราะฉะนั้น ลดซะ!!!

14. ระวัง!!! สลัดน้ำข้น คุณสาวๆ หลายคนอาจสงสัยทำไมทานสลัดอยู่ทุกวันๆ ยังอ้วนอีก เพราะลืมไปว่า ตัวเองทานผักสลัดกับสลัดน้ำข้นนั่นไงล่ะ รู้ไหมว่า สลัดน้ำข้นนั้นอุดมไปด้วยครีมนมและไขมันนม ซึ่งหากรับประทานเข้าไปมากๆ แม้จะทานกับผักก็เถอะร้อยทั้งร้อย “อ้วน” อย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ

15. สรรหาจานสีเข้มๆ มีผลการศึกษาระบุว่า การใช้จานอาหารสีสดใสจะช่วยกระตุ้นให้คุณอยากทานอาหารมากขึ้น กลับกันหากคุณใช้จานอาหารสีเข้มๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงินจะทำให้คุณลดความอยากอาหารลงไปได้ และนี่เองจะช่วยสกัดกั้นไม่ให้คุณทานมากจะได้ไม่ต้องลดน้ำหนักอย่างเอาเป็น เอาตายภายหลังอย่างไรล่ะค่ะ

16. ใช้ภาชนะให้เล็กลง นอกจากใช้ภาชนะสีเข้มๆ แล้ว การเปลี่ยนจานให้เล็กลงก็เป็นวิธีทางจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกว่า อาหารมีปริมาณมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็ว ไม่อยากหาอะไรทานอีก

17. ลด ชา , กาแฟ , ครีมเทียม การรับประทานชา , กาแฟ มากกว่าสองแก้วต่อวันอาจทำให้คุณอ้วนได้ โดยเฉพาะหากใครชอบใส่ครีมเทียมในกาแฟจะทำให้คุณได้รับแคลอรี่มากขึ้นโดยไม่ รู้ตัวรวมทั้งกาแฟสดทั้งหลายด้วยล่ะ

18. เคี้ยวช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม การเคี้ยวอาหารช้าๆ และเคี้ยวอย่างละเอียด ช่วยคุณสาวๆ ลดความอ้วนได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะจะทำให้สมองมีเวลาที่จะส่งสัญญาณไปบอกให้ท้องรู้สึกอิ่มได้แล้วกลับกัน คนที่เคี้ยวเร็ว กินเร็ว จะไม่รู้สึกอิ่มแม้ทานอาหารหมดจานแล้ว และเมื่อท้องไม่อิ่มคุณสาวๆ ก็มักจะมองหาของหวานตบท้ายมื้ออาหารซึ่งจะนำความอ้วนมาสู่ร่างกายของคุณ อย่างชัวร์ๆ

19. หลีกเลี่ยงไข่แดง ให้ทานไข่ขาว ไข่แดงอุดมไปด้วยคอเลสเตอรอลที่เป็นบ่อเกิดของโรคหัวใจและโรคอ้วน แต่ไข่ขาวไม่มีคอเลสเตอรอล ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่แดงหรือทานในปริมาณน้อยและหันมาทานไข่ขาวแทน นอกจากนี้หากวันไหนทานไข่มากๆ ก็ควรงดการทานอาหารที่มีไขมันสูงในมื้ออื่นๆ ของวันเดียวกันด้วยเพื่อไม่ให้มีคอเลสเตอรอลสะสมในร่างกายมากเกินไป

20. อย่าให้รางวัลตัวเองด้วยการไปทานอาหาร สอบผ่าน! โปรเจกท์ผ่าน! พรีเซนต์งานผ่าน! ไปฉลองกันดีกว่า!!! หยุดความคิดนี้เลยค่ะ เพราะการที่คุณให้รางวัลกับความสำเร็จของตัวเองด้วยการไปรับประทานอาหารตาม ใจปากอาจทำให้คุณอ้วนได้เหมือนกัน ทางที่ดีให้รางวัลกับตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ยกเว้นเรื่องกิน!!! เช่น ไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยวพักผ่อน นวดหน้า ทำผม ขัดผิว ฯลฯ จะดีที่สุดค่ะ

21. จำไว้อย่าอด ใช่ว่าการไดเอทคือการอดอาหาร เพราะยิ่งคุณอดอาหารเท่าไหร่จะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด แถมยังทำให้คุณหิวมากขึ้นมากขึ้นจนทำให้คุณสามารถทานได้มากกว่าปกติในมื้อ ต่อไป

22. แบ่งทานบางส่วนไม่ต้องทานให้หมด สาวๆ หลายคนบ่นเสียดายอาหารที่อยู่ตรงหน้าไม่อยากเหลือทิ้งไว้ แต่สำหรับกฎเกณฑ์ของการลดความอ้วนคุณไม่จำเป็นต้องทานหมดหรอกค่ะ โดยคุณควรจะแบ่งอาหารในจานไว้ 4 ส่วน แล้วทานเพียงแค่ 3 ส่วนก็เพียงพอแล้ว

23. อย่าทานอะไรหลังมื้อเย็นอีก ไม่ดีแน่หากคุณทานขนมหรืออาหารอะไรหลังจากคุณทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ทางที่ดีคือควรจะให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการย่อยอาหารแล้วไปเริ่มทำงานใหม่ ในมื้อเช้าของวันรุ่งขึ้นจะดีกว่า

24. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่า หากคุณพักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพออาจจะมีผลกระทบต่อฮอร์โมนเลปตินซึ่งทำ หน้าที่ควบคุมความอยากอาหาร ดังนั้น อาจทำให้คุณยับยั้งชั่งใจในการรับประทานไม่อยู่และอ้วนขึ้นได้ นอกจากนี้หากคุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็สามารถช่วยให้ร่างกายกำจัด ไขมันส่วนเกินออกไปได้เช่นกัน

25. ทานหลายๆ มื้อเล็กๆ ในหนึ่งวัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การทานอาหาร 4-5 มื้อเล็กๆ ในแต่ละวัน จะช่วยควบคุมระบบการเผาผลาญและความอยากอาหารได้ดีกว่าการทานอาหารมื้อปกติ 3 มื้อ โดยระหว่างมื้ออาหารคุณอาจทานสแน็กหรือผลไม้เพื่อให้คุณอิ่ม และไม่หิวมากจนกระทั่งถึงมื้อต่อไป ทีนี้ในมื้อต่อไปคุณก็จะทานอาหารได้น้อยลงแล้ว

26. โปรตีนตัวช่วยลดความอ้วนในทุกๆ มื้อ มีคำแนะนำให้ในแต่ละมื้ออาหารต้องมีอาหารประเภทโปรตีนผสมด้วย เพราะโปรตีนจะช่วยคงสภาพกล้ามเนื้อและกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดี ขึ้น โดยโปรตีนที่แนะนำก็คือ อาหารจำพวกถั่ว นม โยเกิร์ตนั่นเอง

27. เผ็ดหน่อยอร่อยดี การศึกษาพบว่า “พริก” ช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและช่วยในการเผาผลาญจึงมีประโยชน์เรื่องการควบ คุมน้ำหนัก นอกจากนี้การกินพริกจะไม่ทำให้รู้สึกอยากกินหวานอีก รับรองว่า กินพริกแล้วลืมเรื่องความอ้วนไปได้เลย

28. ดื่มชาเขียว มหาวิทยาลัยสวิสเซอร์แลนด์พบว่า การดื่มชาเขียวเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักเพราะจะช่วยเรื่องการเผาผลาญแค ลอรี่ได้ ดังนั้นควรพยายามดื่ม 3 ถ้วยต่อวัน แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า ต้องเป็นชาเขียวบริสุทธิ์จริงๆ ไม่ใช่ชาเขียวในขวดที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมากแบบนี้ลดความอ้วนไม่ได้ แน่นอนค่ะ

29. ดื่มนมก็ช่วยลดความอ้วน หากไม่ชอบดื่มชาเขียวจะลองหันมาดื่มนมก็ช่วยลดความอ้วนได้เพราะนมเป็นแหล่ง อุดมไปด้วยแคลเซียมซึ่งมีการศึกษาพบว่า การที่ร่างกายได้รับวิตามินดีและแคลเซียมสูงจะช่วยให้น้ำหนักของเราลดลงได้ แถมนมยังทำให้เรารู้สึกอิ่มจนไม่อยากทานอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่มี น้ำตาลด้วย

30. อ่านฉลากรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ด้วยล่ะ ก่อนซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มลองอ่านรายละเอียดที่ติดอยู่ข้างผลิตภัณฑ์ หีบห่อ ฯลฯ ดูก่อนทุกครั้ง เพราะมันจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีแคลอรีสูงหรือไขมันสูง ได้ แต่ขอย้ำว่ายามใดที่ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตควรหลีกเลี่ยงการไปเดินในบริเวณที่ ขายคุ้กกี้ พิซซ่าแช่แข็ง และไอศกรีม เพราะคุณอาจจะไม่ทันได้อ่านฉลากข้างกล่องก็ซื้อมันได้ง่ายๆ เพราะติดใจในความอร่อยของมันนั่นเอง

31. จดบันทึกประจำวันให้เป็นนิสัย แต่ละวันคุณกินอะไรไปบ้างลองจดบันทึกไว้ทุกๆ สัปดาห์ดูสิ เพราะมันจะช่วยให้คุณยับยั้งชั่งใจและควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้ดี เลยทีเดียว

32. ทานผลไม้สดดีกว่าผลไม้ดองหรือน้ำผลไม้ปั่น น้ำผลไม้ปั่นมักผสมน้ำเชื่อม น้ำตาล ทำให้คุณสาวๆ ได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็น ขณะเดียวกัน ผลไม้ดอง ก็อาจมีสารแซคคารีนหรือที่เรียกว่าขัณฑสกรผสมอยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้วิตามินที่ครบถ้วน เลือกทานผลไม้สดดีกว่าแน่นอนค่ะ

33. ความเครียด คือ จุดอ่อน รู้ไหมคะว่าเมื่อฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้นก็ทำให้ความต้องการอาหารในร่าง กายเพิ่มขึ้นหรือทำให้หิวนั่นเองแถมหิวบ่อยชนิดที่ไม่รู้ตัวเลยด้วย เพราะคนเครียดส่วนใหญ่มักจะจมอยู่กับความเครียดจนลืมสังเกตพฤติกรรมการกิน ของตัวเอง ดังนั้นทำตัวเองให้ห่างไกลจากความเครียดเถอะค่ะ

34. หัวเราะช่วย ลดความอ้วน งานวิจัยระบุว่า การหัวเราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นขณะเราหัวเราะจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป ได้มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อท้องได้ออกกำลังไปในตัว

35. ชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้ง ไม่จำเป็นที่คุณจะรีบร้อนชั่งน้ำหนักตัวทุกๆ วัน เพราะหากคุณลดไม่ได้ดังใจปรารถนาแล้วจะยิ่งทำให้คุณเครียดเสียเปล่าๆ เพราะฉะนั้น ชั่งน้ำหนัก และเปลือยกายสำรวจตัวเองในห้องน้ำอาทิตย์ละครั้งก็เพียงพอแล้วล่ะ

ขอขอบคุณบทความลดความอ้วน 35 วิธีการกินอาหารลดความอ้วน จาก คู่สร้างคู่สม

ซุปร้อนๆช่วยลดน้ำหนักได้นะ


            ลองเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยซุปใสร้อนๆ สักถ้วย จะช่วยสกัดกั้นปริมาณการกินอาหารมื้อนั้นให้ลดลงจากเดิมได้ จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนียบอกว่า ผู้หญิงที่ทาน ซุป ร้อนๆ ก่อนอาหารจานหลักอาหารกลางวันจะกินอาหารลดลงถึง 100 แคลอรี่ เมื่อเทียบกับอาหารจานหลักปกติ นั่นก็คือ อาหารที่มีปริมาณน้ำมากๆ จะทำให้กินได้น้อยลง บางคนอาจใช้วิธีดื่มน้ำเยอะๆ แทนก็ได้แต่จะได้ผลไม่เท่ากับทานซุปเพราะมีทั้งน้ำและเนื้อผสมกัน (ตามประสาคนชอบกิน) สาวๆ ที่อยาก ลดความอ้วน ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูนะคะ



ขอขอบคุณบทความลดความอ้วน ซุปร้อนๆช่วยลดน้ำหนักได้นะ จาก Ladytip.com

ไขความลับลดความอ้วนให้หุ่นสวย 5 ประการ


สาวๆ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องกระบวนการเผาผลาญในร่างกายกับการ ลดความอ้วน มาบ้าง ว่า การที่เราไม่สามารถลดความอ้วนให้ได้ผลนั้น เพราะระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานไม่ดีพอ
แต่ มีหลายคนที่จะรู้ว่าระบบเผาผลาญจริงๆ แล้วมีอะไรบ้างที่เป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะทำให้สาวๆ มีหุ่นเพรียวบางสมส่วน ดังนั้น พญ.ซูซาน โบเวอร์แมน ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด จึงอาสามาช่วยคลายความสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญในร่างกายมาฝากกัน ดังนี้

1. จริงหรือ? เมื่อมีอายุมากขึ้นทำให้การเผาผลาญแคลอรี่ลดลง

     เมื่อเรามีอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวก็มักจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมีการออกกำลังกายน้อยลงกว่าเดิม ส่งผลให้มีการเผาผลาญแคลอรี่ลดลงในแต่ละวัน ทำให้ร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจึงเริ่มมีรูปร่างหนาขึ้น พร้อมกับมีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่ลดลง ดังนั้น การบริหารกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด เพื่อให้มีการเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น รวมทั้งการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อจะช่วยควบคุมการเพิ่มขึ้น ของน้ำหนักที่เกิดจากวัยที่สูงขึ้นได้เป็นอย่างดี

2. ระบบการเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายของเราสามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่?

     เรามักจะพบว่า บางคนนั้นแสนจะโชคดี ที่สามารถรับประทานได้ตลอดเวลาโดยที่น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมาจากการเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพและให้แคลอรี่ต่ำก็ได้ หรือบางทีเขาหรือเธออาจมีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากคุณต้องการให้ร่างกายมีการเผาผลาญได้มากขึ้น ควรเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อใช้กล้ามเนื้อให้มากขึ้นในระหว่างวัน


3. อาหารหรือเครื่องดื่มเย็นๆ จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่าอาหารร้อนๆ หรือไม่?

     จากผลปฏิบัติการในห้องทดลองพบว่า ผู้ที่บริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มเย็นจะมีการเผาผลาญแคลอรี่เพิ่มขึ้นเล็ก น้อย โดยการเผาผลาญแคลอรี่ดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ซึ่งแทบไม่มีผลต่อการทำให้น้ำหนักลดลงเลย

4. การลดการบริโภคแคลอรี่จะทำให้ร่างกายมีเผาผลาญช้าลงหรือไม่?

     โดยปกติตามธรรมชาติแล้ว ร่างกายของคนเราจะทำหน้าที่เก็บรักษาแคลอรี่ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การลดการบริโภคแคลอรี่จะทำให้แคลอรี่ที่สะสมในร่างกายลดลง ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญลดลงแต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ถ้าเรามีการเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉง ก็จะทำให้เรามีน้ำหนักตัวลดลง โดยไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเผาผลาญในร่างกายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การบริโภคอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ ผนวกกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกายเรามีอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ตามปกติ

5. จริงหรือ? เมื่องดบริโภคอาหารตอนกลางคืนจะทำให้น้ำหนักลดลง

     การหยุดรับประทานอาหารหลังจากมื้อปกตินั้นจะส่งผลให้มีน้ำหนักตัวลด ลงได้ เนื่องจากการบริโภคทำให้แคลอรี่โดยรวมลดลง ดังนั้น คุณไม่ควรรับประทานอาหารหลังพระอาทิตย์ตกดินจึงจะเป็นการช่วยให้น้ำหนักตัว ลดลงได้ด้วย

เมื่อคลายข้อสงสัยกันแล้วก็อย่าลืมลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะสายเกินไปนะจ๊ะ!!

ขอขอบคุณบทความลดความอ้วน ไขความลับลดความอ้วนให้หุ่นสวย 5 ประการ จาก www.healthcorners.com